สวัสดีครับ ส่งเรื่องมาให้อ่าน ๆ กันครับ เป็นความประทับใจตอนที่ไปปายครั้งแรก เคยเขียนลงที่ trekking thai ด้วยครับ แต่อยากรื้อฟื้นความทรงจำเลยเอามาแบ่งปันครับ ยาวไปนิดนะครับ
ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้น
ปาย อำเภอเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน เมืองที่ใครหลายคนก็คงรู้จักดี เมืองที่ไม่รู้มันมีเสน่ห์อะไรกันนักหนา ใครไปก็ติดใจ ในกระทู้ท่องเที่ยวก็ถามถึงเมืองนี้กันจังเลย หลายคนกลับมาเล่าให้ฟัง มีรูปให้ดูด้วย ยั่วน้ำลายอะไรกันเช่นนี้ แต่เราไม่สนใจหรอก ขี้เกียจไปไม่รู้ตั้งกี่โค้ง ขี้เกียจไปเมารถตายอยู่กลางทาง เสีย
ภาพพจน์หมด ยิ่งเมารถง่าย ๆ อยู่ สมัยเด็ก ๆ นี่โดยสารรถแอร์ทุกประเภทไม่ได้นะครับ หรือถ้าได้ก็ต้องนั่งกลางคืนเท่านั้น เด็ก ๆ แม่เลยล้อว่าเป็นเด็กหลังเขา ขึ้นรถแอร์ไม่ได้ต้องนั่งรถกระบะเก่า ๆ เปิดหน้าต่าง นั่นนะถูกใจนักแล ฉะนั้น ให้ไปเวียนหัวเป็นหลายร้อยโค้งขนาดนั้น ฝันไปเถอะ ไม่มีทางเสียละ
แต่แล้วการบริโภคข้อมูลเรื่องของปายเกินขนาด ก็ให้เกิดอาการน้ำลายหก เห็นผิดเป็นชอบ เห็นโค้งเป็นขนมหวาน คนนู้นไปมาก็บอกว่าสวยวะ สวยวะ ไปเสียนะแก คนนี้กลับมาก็บอกว่า น่ารักมาก มาก แกต้องไปนั่งร้าน ออล อะเบ้าท์ คอฟฟี่ด้วยนะเฟ้ย ร้านสวยน่ารักมาก ๆ เอาละซิ กินสตาร์บัคอยู่กรุงเทพดี ๆ ไม่ชอบซะแล้ว ชักจะเริ่มมีเอียงแฮะ ลองเข้าเวป TKT แอบหาข้อมูลดู ดูรูป อ่านข้อความประกอบการตัดสินใจ เฮ้ย สวยดีว่ะ ดูน่าไปเชียว ชักจะเริ่มเอนเอียงแต่ไม่แน่นใจ ไอ้ครั้งนำความไปถามไถ่กับเจ้าเพื่อนซี้ที่ถ้าจะตัดสินใจไปก็กะจะไปกับมันนั ่นแหละ พอเอ่ยปากถามเจ้าเพื่อนตัวดีก็ไม่ได้กลั่นกรองอะไรในสมองเลย บอกหนักแน่นว่า “ไป อยากไปปายด้วย” เอากะพ่อซิ เอาวา ไปก็ไป ให้มันรู้กันไปว่าอายุปาเข้าไปจะ …… (ไม่บอกหรอก) จะยังทำตัวเป็นเด็กหลังเขาเมารถอยู่ก็ให้มันรู้กันไป
หลังจากนั้น ก็เริ่มหาข้อมูลปายอย่างจริงจัง กำหนดวันไปก็ช่วงคริสมาสต์ บริษัทหยุดพอดี (ดูอินเตอร์มาก) แล้วก็ลาหยุดอีกวันหนึ่ง จะได้ไปนอนนั่นสามคืน เอาให้คุ้มกับที่ต้องเสี่ยงเวียนหัวหน่อยแล้วกัน เวป TKT ก็ได้เป็นที่พึ่งให้เราอย่างดี รวมถึง Google ก็ search ซะปรุ แถมยังไปซื้อหนังสือนายรอบรู้ของสารคดีมาอีกเล่ม กะไม่พลาด โดยเฉพาะของกิน อิ อิ ตะกละ
สุดท้ายสรุปว่าเราไปกันสองคนคู่หูคู่กิน ไอ้สองอ้วนนี่ (หลินฮุ้ย กับ ช่วงช่วง) เที่ยวเทิ่ว ดีไม่ดีไงไม่ค่อยสนใจใยดีเท่าไหร่นัก แต่ถ้าพลาดของ อร่อย ๆ ที่นั่นละโกรธนัก รอบนี้จ่ายไปเนี่ยะ ค่ากินมากกว่าครึ่ง กินกันไม่มีดี หลังจากนั้นก็เริ่มเตรียมว่าจะไปเที่ยวไหนกันบ้าง นูน (เปิดตัวหลินฮุ้ย) ก็ต้องรับหน้าที่ไปจองตั๋วรถไฟไปกลับเชียงใหม่ จนซะไม่มีดี ไม่มีตังค์ไปเครื่องบิน เก็บตังค์ไว้กิน แฮะ แฮะ แฮะ ตอนแรกเจมส์ เพื่อนที่เคยไปปายมาแนะให้ไปรถทัวร์กลับรถไฟเพราะว่ารถทัวร์ไปถึงจะได้ซื้อต ั๋วรถเมล์ต่อไปปายเลย แต่เราคิดว่าไม่เอาอะ เพราะฟังจากที่เล่ามานั้นรถเมล์ดูทีท่าจะเป็นบาดทะยักตาย อีกอย่างหวานเย็นมาก ๆ แถมมันยังขู่ไว้อีกว่า เหม็นกระเทียม กับกลิ่นฝรั่งทั้งรถเลยแกเอ๊ย แหม ทำท่าจะคายของเก่าตั้งแต่แรกแล้ว ยังจะเพิ่ม condition ให้อ้วกเพิ่มอีก แถมรถยังช้าอีก เมินเสียเถอะ อย่างเรา ไปรถตู้สบายกว่ากันเยอะ (เดี๋ยวติดตามต่อ เดี๋ยวจะรู้ความจริง ฮือ ฮือ เรื่องมันเศร้า)
ผมก็หาข้อมูลที่เที่ยว ที่กิน (สำคัญมาก) ที่พัก ขอความเห็นเขาให้วุ่นดูรูปให้ทั่ว แรก ๆ กะจะพักที่ ริมปายคอทเทจเพราะเจมส์ไปพักมาแล้ว แจ้งว่าแจ่มแจ้งแดงแจ๋ เด็ดสะระตี่มาก ๆ สวยหรูดูดีมีสไตล์ ตอนกลางคืนนอนฟังเสียงน้ำไหลอีกต่างหากแก นอนคืนแถมคืนอีกนะเอ็ง แต่มันไปหน้าฝนไง เราไปหน้าหนาวราคาก็เลย หนาวอกหนาวใจตามไปด้วย เราอยากได้ที่พักริมน้ำเลยเพราะผมอยากไปนอนฟังเสียงน้ำไหล ริมปายคอทเทจ ริมน้ำคืนละพันเจ็ด โอ้พระเจ้า แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนกินละ หลังจากใช้กำลังภายในไปจนแทบจะหมดลมปราณ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา พันเจ็ดจ๊ะ น้องจ๋า จ่ายมาซะดี ๆ ไม่มีลด ถ้าอยากได้ลด นอนในสวนแล้วกันจ๊ะ (เขาไม่ได้พูดหรอก นึกเอาเอง) เอาวะ เก็บตังค์ไว้กินกาแฟอร่อย ๆ ดีกว่า
เลยเริ่มหาที่ใหม่ ไปติดใจสิบสองพันนา โห น้ำแทบจะท่วมห้อง ติดขนาดนี้ ชอบ แต่ เราอยากเดินเล่นในเมืองตอนเย็น ๆ อะ เพราะฉะนั้นยังไม่อยากเป็นผู้คิดค้นไอติมรสใหม่ ไอติมหมู เดี๋ยวแข็งตายตอนขับมอร์’ไซด์กลับที่พัก เลยตัดไป
สุดท้าย ได้คำแนะนำจากคนในเวป TKT เลยเลือก Brook view ใกล้ ๆ ร้านน้องเบียร์ ไม่ได้เห็นจริง ๆ อาศัยดูรูปกับฟังคำแนะนำจากคนในเวปเอา เลยเอาวะ เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน ตกลงให้รู้ไปเลยว่ารักกัน (ชักมึน) คืนละแปดร้อย จองสามคืนรวด
(ขี้เกียจเก็บกระเป๋าไปมา แปะมันที่นี่ละวะ เอาละวา) สามคืนสองพันสี่ โอนเงินก่อนล่วงหน้าเรียบร้อยโรงเรียนปาย อุ่นใจว่าไม่ต้องไปนอนหนาวริมถนนให้เป็นที่สังเวชทุเรศแก่นักท่องเที่ยวผู้พ บเห็น หลังจากนั้นก็ตามล่าร้านอาหารที่จะต้องไปลิ้มให้เป็นที่สำราญกระเพาะ All about coffee นั้นขึ้นป้ายเป็นร้านแรก ห้ามพลาด พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ต้องไปจัดการ (กิน) ถล่มให้ได้ ร้านน้องเบียร์เป็นเป้าหมาย (กิน) ถล่มอันดับต่อไป หมายมั่นปั้นมือไปกินน้ำเงี้ยว เพราะชอบกินมาก จะได้ไม่ต้องมาหากินที่เชียงใหม่อีก รอบนี้เฮือนเพ็ญอด ร้านอาหารที่สิบสองพันนาก็เป็นเป้าสำหรับเราอีกเช่นกันเพราะ ได้ข่าวแว่วมาว่าอาหารมังสวิรัติรสดี ต้องจัดการ มื้อที่เหลือ ลุยเอาดาบหน้า ขี้เกียจคิดแล้ว งานเยอะเฟ้ย
หลังจากตั๋วพร้อม ที่นอนมี ที่กินเยอะ เริ่มเก็บเสื้อผ้า รู้ ๆ มาเหมือนกันว่าอากาศหนาวตายกันไปข้างหนึ่ง เลยเตรียมแจกเกตไปหนึ่งตัว หาซื้อไม่ทันเลยต้องเอาของบริษัทไป เซ็งมากเพราะว่าใส่ถ่ายรูปแล้วดูโทรมเป็นอย่างยิ่ง ราศีหมองเชียว ฮึ เอาเสื้อหนาวไปสองตัว ใส่กลางวันตัว กลางคืนตัว ถุงเท้า ถุงมือพร้อม ยังกะจะไปปล้นปืนแหนะ ต้องโทรหยิบยืมคนโน้นคนนี้กันให้วุ่น อีกทั้งยังต้องรบกวนบุพการีที่บ้านให้ส่งเสื้อหนาวมาให้โดยด่วนเพราะลูกสุดเ ลิฟ งก !
เอาละวา คนพร้อม อุปกรณ์พร้อม เงินพร้อม ผมกะนูน ตกลงลงขันกองกลางกันคนละสองพันไว้ก่อนหลังจากนั้นถ้ามีอะไรเกินเลยก็ค่อยว่า กัน รอก่อนนะปาย เราพร้อมแล้ว แล้วเจอกัน
ตอนที่ 2 : ยุ่งเหยิงวุ่นวาย
จะไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายยังไงได้ กว่าจะได้ไปเที่ยวก็เกือบถอดใจซะหลายรอบ ทั้งงานการทั้งการเรียน เกือบสิ้นชีวิต แถมใกล้กำหนดไปปาย ยังเป็นภูมิแพ้อีก เหตุจากโหมงานโหมเรียนมากไปหน่อย เลยรีบอัดยาเข้าไป กลัวไปเที่ยวไม่สนุก ทำงานเสร็จวันที่ 22 ธันวา ตอนเย็นสอบถึงสามทุ่ม กลับไปบ้านเก็บของถึงเที่ยงคืน วันรุ่งขึ้น หอบกระเป๋าไปทำงานด้วย ตอนเย็นหอบกระเป๋าไปบางซื่อ ขึ้นรถไฟไปปาย
เฮ้อ แค่นี้ก็เหนื่อยแทบตายซะแล้ว ไม่ไปซะละดีกว่ามั้ง
นูนเองก็ไม่ต่างกัน หะแรกเพื่อนบอกว่าเพื่อนจะลาครึ่งวันจะได้สบาย ๆ ปรากฎว่ากว่าจะจัดการสะสางงานเสร็จ สายกว่าผมซะอีก ผมถึงบางซื่อแล้วเพื่อนยังไม่อาบน้ำเลย โทรมาหาปากคอสั่นเชียว กลัว ไม่ได้กลัวมาไม่ทันหรอกครับ กลัวโดนผมด่า สาเหตุเพราะให้นั่งคนเดียวนานไปหน่อย แฮะ แฮะ
“แกจะขนเชี่ยนหมากไปไหนนั่น” ผมถามด้วยความขำ นูนแบกของกินไปเยอะมาก “นึกว่าจะไปปิกนิค” ผมกัดอีกรอบ มีคุกกี้ปีใหม่ที่พี่ที่ออฟฟิศเขาให้มา ส้มสายน้ำผึ้ง กระดาษทิชชู่ น้ำดื่ม ผมยิ้ม นึกไปถึงสมัยก่อนตอนขึ้นรถไฟจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพ ย่ากับปู่เป็นต้องเตรียมของกินกันให้จ้าละหวั่น แถมน้ำก็ต้องกรอกใส่ขวดไปกินเองด้วย เพราะบนรถไฟมันขายแพง ถ้าย่ากับปู่มาเห็นหลานทำตัวเยี่ยงนี้คงบ่นเสียดายเงินตลอด (บาปกรรม)
กว่าด่วนนครพิงค์จะเข้าสถานีก็เสียเวลา (ตามสไตล์) ไปประมาณ15 นาที หลังนั่งตบยุงเกาขาแกรกกรากอยู่ที่สถานีนานสองนาน รถไฟก็เปิดหวูดยาว ๆ แล้วเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ออกจากสถานีบางซื่อไปในที่สุด ปายกันแล้วนะ รอสักพักนะปาย เดี๋ยวเจอกัน
“กินข้าวกันไหมแก หิวแล้ววะ” ผมบอกนูน ตั้งแต่รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีได้ไม่ถึงสิบนาที ยังไม่ทันพ้นเขตกรุงเทพด้วยซ้ำ ปากชักจะเริ่มทำงานแล้ว แต่ว่าขอโทษ รถไฟทั้งคันที่เรานั่งไม่มีคนไทยเลย มีแต่หัวทองทั้งน้าน แล้วข้าวกล่องที่เราซื้อมากินกันนั้นก็ถูกปากและเป็นที่นิยมของคนไทยอย่างจั ด “กระเพราหมูไข่ดาว” ครับท่านผู้ชม เกรงใจฝรั่งเพราะเขาเพิ่งได้สั่งข้าวกัน แล้วยังไม่ได้กิน แต่เราก็เหนียม ๆ อาย ๆ กันได้ประมาณ 3 วินาที (นานมาก) แล้วก็รื้อโต๊ะ มากางกันเอง พนักงานไม่ทำให้ไม่เป็นไร ตูทำเองก็ได้วะ กางกันโช้งเช้ง วุ่นวาย ฝรั่งฮือฮากันทั้งขบวน นิยมยกย่องว่าเออหนอ ทำเองก็ได้วะ พอกางโต๊ะเสร็จก็ต้องเช็ดโต๊ะ กันยกใหญ่ ค่าที่สกปรกเหลือเกิน เอาซะ ควักข้าวกระเพราหมูออกมากิน
นูนใจกล้า หยิบน้ำปลาพริกมาราดรดเพิ่มความเหม็นให้แก่ฝรั่งอีก ไอ้ผมก็เอาด้วยซิครับ แหมคนไทยขาดน้ำปลาได้ไง กินไปก็ร้อน ๆ หนาว ๆ เหลือบมองฝรั่งไปไม่รู้จะด่าในใจอยู่หรือเปล่านี่ แต่ไม่สนเฟ้ย หิวชะมัด โจ้ซะหมดกล่องภายในเวลารวดเร็ว “คุกกี้ไหม” นูนถาม พกมาเยอะมาก กินไปเกือบตลอดทริป ยังไม่หมด สุดท้ายต้องทิ้งไว้ที่ปาย
กินอิ่มก็ชักง่วง ฟ้าด้านนอกเริ่มมืดมิด เราเริ่มมองหาคนปูเตียง ซึ่งเดินทางโดยรถไฟมาเกือบยี่สิบปี เพิ่งเคยเจอหนนี้แหละ คนปูเตียงเป็นผู้หญิง แถมเธอก็หน้าหงิกตลอดเส้นทาง เอาน่า ไม่สนใจ อย่ามายุ่งกับเราเป็นพอ ราตรีนี้จะหลับละ พรุ่งนี้เราจะได้ตื่นมารับลมหนาวที่เชียงใหม่กัน
ราตรีสวัสดิ์นะครับ
ตอนที่ 3 : การเดินทางที่ยาวไกล…..ปายเมืองในความฝัน
ตื่นมาตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพราะดูนาฬิกาผิด รีบลงไปปลุกนูนวุ่นวาย โดนด่าเลย โทษฐานไปทำให้มันตื่น แย่ไปเลย ลงรถไฟวันที่ 24 ธันวาคม โอ้โห หกโมงสี่สิบ อากาศหนาวจนจมูกเย็นเป็นน้ำแข็งไปเลย หนาวมากแต่ก็ดีนะ ชอบ
พี่ที่ออฟฟิศบอกว่าลองวิ่งไปที่ร้านขายข้าวข้าง ๆ สถานีดูซิเผื่อมีรถเหมาไปปายได้ เราก็เอาละวา วิ่งไปถามร้านข้าวเขาดู เขาก็บอกว่ามี แต่เป็นรถกระบะนะ เหมา 1,200 โอ้ยโหย๋ รถกระบะนะไม่ยั่น (ตอนไปถึงแล้วนึกโชคดี ควรจะยั่นไว้ ไม่งั้นรถเลอะแน่ ) เลยถอยดีกว่า เลยรีบไปหารถแดงไปอาเขต ขณะนั้น หกโมงห้าสิบแล้ว (จำเวลาไว้นะ) เลยรีบไปติดต่อรถแดง เพราะมาเชียงใหม่บ่อยมาก รถแดงจะถูกกว่าตุ๊ก ๆ ปรากฎว่ารถแดงขอคนละยี่สิบแล้วต้องเวียนไปส่งคนรอบเชียงใหม่อีกประมาณสองรอบ กว่าจะถึงอาเขต เราเลยถอย
“ไปไหมน้อง สองคนห้าซิ้บ” พี่ตุ๊ก ๆ เสนอมา ฮัดช้า ท้าทาย เอาเลย เพราะว่าแพงกว่าสิบบาทแต่ไปถึงเลย รีบลากกระเป๋าทุเรศทุรัง น้ำเนิ้มก็ไม่ได้อาบ หัวหูฟูฟ่องเดินโซซัดโซเซตามลุงคนขับไปขึ้นรถ อากาศหนาว ๆ กับตุ๊ก ๆ เชียงใหม่ บรื้อ หนาวชะมัด ไปถึงอาเขตหกโมงห้าสิบห้า (เน้น) รีบตาเหลือกไปจองรถตู้ ปรากฎว่ารถตู้ออกเก้าโมงเพราะมีแต่คนเหมา เอาละวา เลยแถเข้าไปถามรถแดง น้องกระเป๋าบอกคันนี้แหละพี่จะออกแล้ว เจ็ดโมงเช้า ตาลีตาเหลือกขึ้นรถ เพราะตอนนั้นมีคนจะไปปายอีกสี่คนที่บนรถเหลือที่นั่งด้านหลังทั้งแผงแล้วก็ท ี่นั่งรองจากเบาะหลังอีกสองที่ รถแดงที่เคยปรามาสไว้นั่นเอง แต่ทำไงได้ นาทีนั้นเจ็ดโมงห้านาทีแล้ว กระโดดขึ้นรถไม่คิดชีวิต เคยอ่านไปจากเวปว่าต้องจองตั๋วจองที่ ก็ได้แต่ภาวนาว่าไม่นั่งทับที่ใคร
“ลืม ลืม น้องยังมีเวลาเหลือเปล่าครับ” ผมหันไปถามกระเป๋า
“ยังพอมีพี่ แต่รีบ ๆ หน่อยนะ รถจะออกแล้ว” น้องกระเป๋าตะโกนมาจากหลังคารถ กำลังร้อยเชือกกับกระเป๋าวุ่นวายเชียว ผมรีบตะกายลงรถไปซื้อน้ำมาสองขวด จะผจญภัยอยู่แล้ว ยังไม่ได้กินยาแก้เมาเลย ขึ้นรถปั๊บก็กินป้องกันไว้เลยสองคน น้องกระเป๋าคงยอมแพ้หรือได้เวลารถออกหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีกระเป๋าอีกเป็นพะเรออยู่ที่หน้าผม (ที่ว่างหลังรถนั่นเอง)
โชคดีเป็นของเราที่ไม่มีกระเทียมและฝรั่งนั่งใกล้ ๆ และที่นั่งก็เป็นของเรา
เจ็ดโมงสิบห้า รถเริ่มเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าออกจากอาเขต แล่นไปตามถนน (แน่ซิ จะให้แล่นไปตามน้ำหรือไง)
ผมก็เริ่มกอดเป้ตัวเองหลับไปช้า ๆ ตื่นมาทีไรเห็นนูนมันนั่งหัวเราะผมทุกที มันมาเฉลยทีหลังว่า “แกหลับเก่งจริง ๆ วะ” ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ยาวไปจนถึงที่ไหนก็ไม่รู้มีกะเหรี่ยงขึ้นมาสี่ห้าคน น้องกระเป๋าก็ลงไปรื้อกระเป๋าด้านหน้าผมไปไว้บนหลังคารถเพิ่มเติม ตื่นมาพักหนึ่ง พอรถออกก็หลับยาวอีก
“เอี้ยด” เสียงล้อรถบดกับพื้นถนน ตื่นขึ้นมาอีกรอบ เพราะรถจอดแวะพักรถ พักคนที่…. ที่ไหนวะ ไม่รู้ รู้แต่ว่าลงไปก็หนาวชะมัดเลย เดินไปเข้าห้องน้ำก็เย็นซะ ง่วง ๆ โงน ๆ ออกมายืนตากแดด เพื่อไล่ความหนาว ชาวบ้านเขาไปกินข้าวกันสำราญ เราหนาวจนกินไม่ลง โถ่นั่งเบาะหลังรถ ใส่กางเกงขาสั้น (เพราะขึ้นรถไฟไง เพิ่งรู้ว่าคิดผิดไป) ลมพัดมาทางประตูอยู่ตลอดเวลา หนาวซะขนหน้าแข้งเป็นแม่คะนิ้ง งั้นเชียว
ลงมานอน เอ๊ย ยืนตากแดดอยู่นานสองนานคนขับกับกระเป๋าก็ยังกินไม่เสร็จ หันซ้ายหันขวา เจอะร้านขายกล้วยฉาบ จัดเรียงไว้เสียสวยเชียว แต่ขายรถเราไม่ได้ซักถุงเดียว สงสารจัง กล้วยฉาบก็ดูสะอาด ดูดีเชียว เลยซื้อของเขาถุงหนึ่ง สิบบาทเอาไว้เป็นเสบียงที่ปาย ใครผ่านไปอย่าลืมช่วยอุดหนุนเขาหน่อยนะครับ สงสารลูกเขาจัง ถุงละสิบบาทวันหนึ่ง ๆ นักท่องเที่ยวจะซื้อกินซักกี่ถุงเนี่ยะ (คิดมากไปไหมเนี่ยะ)
ในที่สุด รถก็ออกจากจุดแวะพักจนได้ เฮ้อ เอาเดินทางกันต่อ อีกพักเดียวก็ถึงปายแล้ว ไม่อยากจะอธิบาย โค้งไปโค้งมา บางโค้งลงมาก็หักพับทันทีไม่ทันได้หายใจก็หักโค้งอีกแล้ว โฮ้ย สนุก เสียว ไม่ต้องไปงานสวนสนุก อันนี้ถูกกว่าด้วยแล้วยังน่ากลัวกว่าอีก แถมไม่เมารถเพราะเมายา (แก้เมารถ) แทน ง่วงซะหัวปัก ขึ้นรถได้ก็หลับอีก ตื่นมาอีกทีก็ถนนราบเรียบเป็นยางมิชลินไปแร๊ว ลืมตาขึ้นมาก็พบกับถนนบริเวณ น้ำพุร้อนปาย ใกล้แล้วนี่หว่า ฮัดช้า ตื่นมาก็หิวข้าวเลย (ตะกละซะไม่มีดี)
เราออกเดินทางราวเจ็ดโมง กว่าจะถึงปายเกือบเที่ยง หิวซกเลย (บอกแล้วเรื่องกินนะเรื่องใหญ่) อีกพักหนึ่งจากบริเวณที่ผมตื่นเราก็เข้าสู่ตัวเมืองปาย เห็นทีแรกบอกตามตรงว่าผิดหวัง อารายวะ อุส่าห์ตะกายมาตั้งไกล เมืองยังกับอำเภอแถวบ้าน เพราะเข้าไปก็เห็นตลาดตรงแถว ๆ ไปรษณีย์กับร้านขายยา นึกก่นด่าอยู่ในใจ (เพิ่งมาสำนึกว่าจริง ๆ ที่สวย ๆ มันอยู่ข้างใน นี่แหละนาเขาว่าติเรือทั้งโกลน ติโขนยังไม่แต่งตัว) รถก็โขยกเขยกไปจอดสนิทที่แคบ ๆ แห่งหนึ่งพื้นดินแดง ฝุ่นงี้คลุ้งเชียว เราก็ลงไปยืนมึน ๆ งง ๆ อยู่พักนึง (ยังง่วงไม่หาย แฮะ แฮะ) น้องกระเป๋าก็ตะกายขึ้นหลังคาไปโยนกระเป๋าลงมา คนงี้ลงกันเกือบหมดคัน แล้วก็มีคนตะกายขึ้นไปอยู่บนรถอีกเกือบเต็มคันเหมือนกัน เออ หนอ
เดินทางมาเกือบสี่ชั่วโมง ที่สุดเราก็มาถึงเมืองในฝัน หันซ้ายหันขวากันสองคน ไปไหนไม่ถูก จำได้ว่าคนที่ บรู๊ควิว บอกว่าที่พักอยู่ตรงกันข้ามกับน้องเบียร์ เราผ่านร้านน้องเบียร์ที่อยู่ตรงแยกมาแล้ว เอาวะ ลากกระเป๋าถูลู่ถูกังเดินจากท่ารถไปร้านน้องเบียร์ กินกันก่อนแล้วกัน หิวตายแล้ว เดินลากกระเป๋าหัวเยิน หน้ามันเชียว นักท่องเที่ยวก็มองตลอดทางเลย อารมณ์นั้น หงุดหงิดชะมัดเลย มองอะไรฟะ (แพนด้าโมโหหิว) เย้ เห็นแล้ว ร้านกาแฟสุดสวย คนกินตึม (บ่ายโมงเนี่ยะนะ)
เรานั่งลงด้วยความหมดแรงที่ร้านน้องเบียร์ เหนื่อยและหิวแลง่วงเป็นอย่างมาก ในที่สุดเราก็จะเริ่มประเดิมทริปด้วย ขนมจีนน้ำเงี้ยวและข้าวซอยเนื้อ รสชาติดีสมคำร่ำลือครับ ผมว่าไปสามจาน (จุ๊ จุ๊ อย่าอึงไป อายเขา) น้ำเงี้ยวยังไม่ถึงใจเท่าร้านเฮือนเพ็ญที่เชียงใหม่ครับ ใครเคยไปกินคงรู้ ผมว่าที่ร้านน้องเบียร์ไม่เข้มข้นมากนัก แต่ข้าวซอยใช้ได้เลยละ ไม่มันมากแต่ก็หอมกะทิ อร่อยดี ร้านนี้ยังมีข้าวแกง อาหารตามสั่ง หมูสะเต๊ะ ของกินเยอะครับ แล้วก็เปิดขายทั้งวัน ตื่นมาเจ็ดโมงเช้าก็ขายแล้ว เดินกลับที่พักก็ยังไม่ปิด เขาปิดตั้งสี่ทุ่มมั้งถ้าจำไม่ผิด กินได้ทั้งวันแหละครับ อร่อยดี แต่เสียอย่างเดียวครับ แค่ขนมจีนน้ำเงี้ยวหยิบเส้นตักน้ำราด ช้ามากครับ รอนานนิดหนึ่ง (ไม่รู้ไงถึงช้าแฮะ) แต่ไม่เป็นไร คนเหนือเขาใจเย็น เราไปอากาศเย็น ๆ สบาย ๆ ใจ จะเร่งเร้าไปทำไมจริงไหมครับ ว่าแล้วก็ลุย แป๊ปเดียวไม่เกินครึ่งชั่วโมงว่าไปคนละสาม
เฮ้อ อิ่ม มีแรงเดินต่อ
ระหว่างที่เรานั่งกินข้าวอยู่ก็มีตำรวจปายสามคนมาจับรถอยู่ที่สี่แยกพอดีเลย เอ๊ะ นึกว่าอยู่กรุงเทพเสียอีก แต่เขาจับแปลก ๆ นะ คนต่างชาติไม่จับ จับแต่มอร์ไซด์ แล้วก็ไม่ได้จับทุกคันด้วยนะ เพราะไม่ใส่หมวกกันตึมแต่ก็เลือกจับเป็นคน ๆ ไป ไอ้เราก็สงสัยแต่จะเดินไปถามก็กระไรอยู่ ขี้เกียจยุ่งกับ… เอาน่า กับใครกับช่างเหอะ แต่เราสันนิษฐานกันว่าสงกะสัยใครรู้จักพ่อไม่จับ เพราะบางคนไม่ใส่หมวก กระจกก็ไม่มี ยิ้มให้ก็ไม่จับแล้ว อืม มาตรฐานชายไทย ไม่ได้มาตรฐานชายใด
“น้อง ๆ คิดเงินครับ”
“ร้อยสามสิบห้าเจ๊า” คนขายบอก ท่าทางเป็นพม่าแฮะ พูดไม่ค่อยชัด “บรู๊ควิวไปทางไหนรู้ไหมครับ”
เอาละซิครับ ถามกันให้วุ่นวายไปทั้งร้าน จะบอกทางเราถูกไหมเนี่ยะ สุดท้ายได้คำตอบ เดินลากกระเป๋ากันต่อครับ ที่พักเราอยู่ซอยตรงกันข้ามกับร้านน้องเบียร์ ทางไปสิบสองพันนานั่นละ ขอบอกว่าขนาดบ่ายแล้วนะ แดดออกแรงเชียว แต่ลมยังพัดเย็นอยู่เลยนะ
สุดท้ายเราก็มายืนหอบแฮก แฮกอยู่หน้าที่พัก ค่าที่แบกกระเป๋าเดินไกลไปหน่อย แวบแรกที่เห็นไม่ประทับใจเลย คิดในใจว่ากูหนอ ซวยแน่แล้วต้องถูกนูนด่าเป็นแน่ ทางเข้าเป็นทางเข้าบ้านคนธรรมดาเลย แถมไม่ใช่พื้นปูนด้วย เป็นดินเลย แถมลอบบี้ก็ไม่มีคนด้วย โอ้ ตกลงเขาปิดหนีไปแล้วหรือไง ร้องเรียกผู้คนอยู่พักใหญ่ ก็มีคนหนึ่งโผล่ออกมา จากบริเวณที่คิดว่าเป็นครัว พอบอกชื่อเสียงเรียงนาม แล้วเขาก็ยื่นกุญแจให้ดอกหนึ่ง บอกว่าบ้านหลังที่สาม เราก็แบกกระเป๋าเตาะแตะเข้าห้อง พอเข้าห้อง อากาศเย็นสบาย บ้านเป็นบ้านไม้แยกกันสี่หลังติดริมน้ำปาย ตัวตลิ่งค่อนข้างสูง แต่บรรยากาศหลังห้องสวยมาก ได้ยินเสียงน้ำไหล ฟังแล้วสดชื่น หลังห้องผมเป็นต้นไผ่ ฟังเสียงไผ่สีกัน โห สวยจัง โผล่ออกไปหลังห้องฝรั่งข้าง ๆ ห้องนั่งอ่านหนังสืออยู่ หันมายิ้มทักทาย ขนาดบ่ายแก่ ๆ แล้วนะ อากาศยังดีอยู่เลย ไม่อยากจะคิดถึงคืนนี้เลย บรื้อ
เราเก็บของแล้วก็จัดแจงอาบน้ำเพื่อนอนพักเอาแรง ผมอาบน้ำเสร็จก็เอา “รหัสลับดาวินซี” ที่ตั้งใจจะอ่านให้จบที่นี่ไปนั่งอ่านหลังห้องอากาศดี ฟังเสียงน้ำไหล โอย มีความสุข
ตื่นมาอีกทีสี่โมงเย็น แดดร่มลมตก ได้เวลากิน เอ๊ย ออกไปเดินชมเมือง แหมขนาดเรามาเที่ยวแล้วนะ ยังจะมีโทรศัพท์เรื่องงานตามมากวนระหว่างเวลานอนอีก ตื่นมารับหลายรอบมากเลย ขาดเราซักวันจะขาดใจกันไหมนี่ เลยปิดเสียงมือถือมันซะ ตื่นมาโห มิสคอลเพียบ โทรกลับดีไหมเนี่ยะ ไม่สนดีกว่า
อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยก็มาชักรูปกันหลังห้อง ประมาณห้าโมงเย็น อากาศเริ่มหนาวแล้ว เราถ่ายรูปหลังห้องกันเสร็จก็เดินออกไปกินข้าว โทรถามเจมส์เรียบร้อย ตกลงปลงใจกันว่าวันนี้เราจะเริ่มต้นที่ “บ้านปาย”กันเป็นมื้อแรก เดินไปจากที่พัก ไม่ลืมหยิบแจกเกตไปด้วยเพราะว่าแค่ห้าโมงเย็นลมหนาวก็เริ่มพัดโชย
เราเดินไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ ในเมืองที่โลกดูเหมือนจะหมุนช้าลงหรือเป็นเพราะว่านาฬิกาชีวิตเราเดินช้าลงก ันแน่ก็ไม่รู้ รู้แต่มีความสุขเหลือเกิน ไม่มีเสียงรถ ไม่ต้องเบื่อที่จะรอว่าเมื่อไหร่จะ “สถานีต่อไป ชิดลม next station chitlom” ไม่ต้องมาหงุดหงิดกับเสียงโทรศัพท์ตามงานทุกห้านาที
เดินเพลิน ผ่านร้าน all about coffee เลยปรึกษากับนูน (แต่เสียงดังไปหน่อย) “นั่งเลยไหมแก”
“ไม่รู้เขาปิดกี่โมงนะซิ ข้าวยังไม่ได้กินเลย” “ปิดหกโมงครับ” เสียงพี่ผู้ชายในร้านตอบมา เราเลยหยุดกึก มองหน้ากันแล้วขำ เราพูดดังไปจริง ๆ เลยเอาละ มาถึงก็นั่งตั้งแต่วันแรกเลย เราไม่รีบร้อนอยู่แล้ว ร้านน่ารักเหมือนในรูปเลย เราได้นั่งชั้นบน ขึ้นไปต้องถอดรองเท้าด้วยนะเก้าอี้ โต๊ะ บรรยากาศ ผมหวนนึกไปถึงโต๊ะนักเรียน มันให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กัน
เราสั่งอะไรไม่ถูกน่ากินไปหมด สรุป ผมเลยซด “มอคค่าเย็น” ส่วนนูนรู้สึกจะเป็น “เอสเพรสโซ่” แต่ไม่รู้จะกินขนมอะไรดี เลยลงไปวุ่นวายเกะกะหน้าร้านเขา ด้วยความเป็นคนอยู่ไม่สุข สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นอาจนึกภาพร้านไม่ออก ร้านเป็นบ้านไม้เล็ก ๆ มีส่วนทำกาแฟอยู่หน้าร้าน มีโต๊ะอยู่สามตัว แต่ถ้าเช้า ๆ จะวางเลยนอกบริเวณร้านออกมาอีกสองตัว ถ้าเช้า ๆ ตรงนี้น่านั่งมากครับ อากาศหนาวมาก ๆ จิบเครื่องดื่มร้อน ๆ มอร์ไซด์ นาน ๆ มาที รถยนต์กลายเป็นของแปลกประหลาด ส่วนใหญ่ สองเท้าหรือสองล้อ เฮ้อ มีความสุข เอาไว้เล่าให้ฟังพรุ่งนี้วันที่มากินจริง เล่าบรรยากาศร้านต่อ ด้านบนมีสองส่วน ส่วนแรกที่เดินขึ้นไปเจอเป็นคล้าย ๆ ชานบ้าน มีโต๊ะสักสองสามโต๊ะ นั่งกับพื้นกระดานกิน ด้านในเป็นห้องเรียน (เหมือนจริง ๆ นะ) มีโต๊ะประมาณ ห้าตัว ส่วนด้านหน้าร้านมีบริเวณขายโปสการ์ด สมุด กระเป๋า เสื้อ กระจุกกระจิก ถ้าอยากรู้ว่าวันนี้มีขนมอะไรก็เงยหน้าดูด้านบนก็จะรู้ มีอยู่ประมาณ ห้าหกชนิด น่ากิน ๆ ท้างน้าน ลงไปกวนเกะกะ พี่วัชรี (เจ้าของร้านสุดใจดี) ขอที่อยู่เพราะเจมส์ฝากมาขอ จะส่งรูปไปให้ ไม่รู้ป่านนี้ส่งไปให้พี่เขาหรือยัง พี่เขารีบจดที่อยู่ให้เลย เลยยืนเลยเถิดโม้กับพี่เขาอีกพักใหญ่ (หลังจากนั้นก็มาโม้กับพี่เขาทุกวันเลย จนกลับ)
“ผมอ่านในเนตนะพี่เขาพูดถึงร้านพี่กันทุกคนเลย เลยต้องมาดูให้เห็นกับตา”
“จริงเปล่า รู้ไหมมีแต่คนพูดกับพี่อย่างนี้ แต่ตัวพี่เองยังไม่เคยเข้าไปดูเลยนะ”
“สั่งขนมอะไรดีละครับ”
“ถ้ามาจากเนตต้องนี่เลยที่เขาแนะนำกับ บินอฟฟี่ปาย”
“เอาอันนั้นก็ได้ ดูน่ากินดี”
บทสนทนาสั้น ๆ ระหว่างผมกับพี่วัชรีก่อนที่เราจะตกลงปลงใจสั่งกาแฟและขนมมากินกัน กาแฟอร่อยมาก หรือจะเป็นด้วยบรรยากาศเสริมก็สุดจะเดา ส่วนบินอฟฟี่ จริง ๆ ผมเป็นคนไม่ชอบกินครีม ๆ แต่บินอฟฟี่อร่อยดี เป็นขนมคล้าย ๆ พายมีแป้งแข็ง ๆ แล้วก็แป้งร่วน ๆ อยู่ด้านล่าง ถัดมาเป็นกล้วยหอม แล้วก็ครีมสด แล้วราดทับด้วยน้ำเชื่อมชอคโกแลตอีกที (อธิบายไม่น่ากินเลยแฮะ ของเขาออกจะน่ากิน) หนึ่งชิ้นสองคน (ต้องเผื่อท้องไว้กินข้าวด้วย) อร่อยดีนะ อย่าลืมชิมละ
เอาละนั่งอ้อยอิ่งร้านกาแฟกันพอสมควรถึงเวลายักย้ายไปบ้านปาย อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เราเดินเร็ว ๆ ผ่านร้านโปสการ์ดสองร้านฝั่งตรงข้ามไปก่อน ตอนนี้ยังไม่มืด ยังไม่เหมาะจะถ่ายรูป ยัง ยัง รอก่อน
เราเดินเล่นชมเมืองไปเรื่อย ๆ จนเกือบถึงท่ารถแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าตลาด โอ้แม่เจ้า ปายมีเซเว่นด้วย โห ทันหมัยวะ เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เลยนะเนี่ยะ ร้านอาหารร้านแรก คนนั่งเยอะดี แต่เพื่อนบอกไม่อร่อยแล้วก็นาน เลยผ่านไป ลงนั่งที่บ้านปาย ร้านก็ใช้ได้นะ เรานั่งด้านนอกเพราะมันโปร่ง ๆ ดี เมนูมา โห ปล่าว ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น ผมเลือกอาหารไม่ได้เลย ผมว่าเขาเน้นฝรั่งมากเลย อาหารไทยก็มีเยอะนะ แต่เป็นเมนูธรรมดาประเภทผัดกระเพรา ข้าวผัดอะไรเช่นนั้น เลือกไม่ได้เลย ไม่ค่อยมีของที่ผมชอบ วันนั้นเลยพลิกไปพลิกมาอยู่สองนาน สรุปว่าเราเลือก ปลาทับทิมยำสมุนไพร ไข่ยัดไส้ แล้วก็ยำอะไรซักอย่างเจ้าของร้านแนะนำว่าเด็ด อาหารรอไม่นาน แต่จานใหญ่มาก ขอบอก เราสองคนกินกันยังเหลือเลยอะ อาหารรสชาติปกติ (คือธรรมดานั่นเอง) ผมไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายเป็นพิเศษ แต่นูนชอบบอกว่าจานใหญ่ดี แต่ขอนินทาโต๊ะข้าง ๆ หน่อยเฮอะ เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มากันสองคนสั่งห้าอย่างแล้วก็กินหมดแทบจะเลียชาม มายก๊อด กินเก่งชะมัด เราถอยดีกว่า
พอท้องอิ่มเราก็เดินชมตลาด ก็ตลาดสดเราดี ๆ นี่เอง มีขายโน่นขายนี่ บรรยากาศก็น่ารัก ๆ ดี แต่ผมไม่ค่อยสนใจเพราะไม่รู้จะซื้ออะไรดี อากาศเริ่มหนาวเย็นลง ที่เซเว่น วอลล์มีโปรโมชั่นใหม่ ซื้อ 1 แถม 1 ซื้ออะไรแถมอันนั้น ไม่ไหวลามั้ง หนาวจับไข้ขนาดนี้จะให้กินไอติม เฮอะ
เราเดินออกมาจากเวิ้งนั้น เกือบลืมตัวเผลอคิดไปว่าเป็นเมืองนอกเพราะฝรั่งเยอะมาก เดินไปทางท่ารถ ผ่านวัด ผ่านร้าน Aya service เราเข้าไปทักทายเฮียตี๋ หุ่นหนาใส่แว่นแต่ใจดี เพราะเรามีคิวจะเช่ามอร์ไซด์วันรุ่งขึ้นแล้วก็ไปเที่ยวนอกปายวันต่อไป ค่าเช่ามอร์ไซด์ที่นี่ถูกมาก วันละร้อย แถมรถดีใหม่ด้วย น้ำมันก็ไม่ต้องเติมเพิ่ม ดีจัง ถูกกว่าเชียงใหม่อีก เชียงใหม่ วันละสองร้อยห้าสิบ รถเก่าซะน่าเอาไปขนหมูแทน โดนคนสาดน้ำทีรถส่ายไปส่ายมา น่ากลัว
เฮียตี๋ (พูดไทยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่) บอกราคาว่าถ้าพาไปเที่ยวก็คนละ 400 บาท ไปรถกระบะ มีคนขับให้ด้วย ไปทั้งวัน เฮ้ย ถูกวะ เลยถามว่าส่วนใหญ่ไปไหนกัน เฮียแกก็บอกว่าไปหมู่บ้านกระเหรี่ยง 2-3 หมู่บ้าน ไปถ้ำลอด เราคุยกันว่าหมู่บ้านกระเหรี่ยงนะไม่อยากไปเพราะเราก็กระเหรี่ยงกันพอแรงอยู ่แล้ว ถ้ำลอดนะสนใจ ผมนะอยากเห็นโลงผีแมนกับตา อยากไปถ้ำแก้วโกมล แต่ไกลมาก เลยต้องตัดไป เราเลยตกลงว่า ไปถ้ำลอด แล้วกลับมาอาบน้ำพุร้อนที่ท่าปายแล้วกัน คุยกับเฮียเสร็จ จองรถตู้กลับเชียงใหม่ (เฮียแกมีบริการด้วย คนละ 150 บาท) เรียบร้อยอุ่นใจก็เดินเล่นต่อ ตรงเยื้อง ๆ ร้านเฮียมีกางเกงคล้าย ๆ กางเกงเลอยู่เลยปรี่เข้าไปดู สวยดีแฮะ แต่ขอโทษ ไซส์ประมาณสองคนโอบ แถมราคาตัวละ 500 แหนะ เลยถอยฉาก ยิ่งเดินลึก ๆ เข้าไป บรรยากาศยิ่งสงบเงียบ อากาศก็หนาว เดินเท่าไหร่ก็ไม่มีเหงื่อ เดินไปเจอริมปายคอทเทจ ที่เกือบได้มาพักแต่โชคชะตาฟ้าลิขิตให้แคล้วคลาด เลยแอบเดินเข้าไปดูด้านใน ชอบนะ ต้นไม้เยอะดี ด้านนอกดูสวยเชียว ด้านในก็เงียบบ้านแต่ละหลังก็น่าพักเชียวครับ บรรยากาศดีมาก อากาศดีมาก เงียบสงบ ที่นี่ไม่มีทีวีกับวิทยุนะ ที่ผมพักก็ไม่มีเหมือนกัน ดีนะ สงบเงียบ ไม่มีเสียงพวกนี้มารบกวน เดินต่อไปเจอสะพานไม้ไผ่ที่จะข้ามไป Family hut เลยสำรวจโลเกชั่นที่จะถ่ายรูปพรุ่งนี้เช้า กะตื่นเช้ามาถ่ายรูปเลย
ระหว่างทางเดินกลับ เราเจอร้านขายน้ำสมุนไพรร้อนกินในกระบอกไม้ไผ่ เท่ดีแก้วละ 10 บาท เลยปรี่เข้าไป ก็อากาศหนาวซะขนาดนี้ มีสามอย่างให้เลือก น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำสมุนไพรรวม ผมเลือกน้ำตะไคร้ นูนกินน้ำขิง เครื่องดื่มร้อน ๆ พอจะคลายความหนาวเย็นได้ ที่นั่งก็เป็นไม้อยู่ริมถนนนั่นละ ติด ๆ กันมีร้านยาดอง เลือกกินแก้หนาวกันตามสะดวก ผมว่าน้ำเขาอร่อยดีแต่ว่าติดจะหวานไปนิดแล้วก็อ่อนตะไคร้ไปหน่อย แต่ได้บรรยากาศดีครับ มีร้านอย่างนี้อยู่เยื้องกับร้านอาหารบ้านปายอีกร้านด้วย
ขากลับเราเดินตรงเข้าร้านขายโปสการด์สองร้าน ร้านแรกเป็นร้านสบายดีแกลอรี่ ร้านน่ารักมาก โปสการ์ดกับของที่ระลึกเก๋ ๆ เชียว แต่ราคาสูงเหมือนกันนะ โปสการ์ดที่นี่มีให้เลือกเยอะ แต่ผมชอบที่เป็นกระดาษด้าน ผมซื้อรูปแม่น้ำปายมาสี่ห้าใบแล้วก็เลือกรูปที่ถ่ายจักรยานกับป้ายที่พักในป าย รู้สึกว่าจะแปดใบหนึ่งร้อยบาทนะ รูปเขียนก็สวยดีแต่ผมไม่ชอบตรงที่มีรูปพวกโดเรมอนหรือหุ่นต่างๆ อยู่ในรูปด้วย คนอื่นอาจจะชอบก็ได้ครับ เขามีแมกเนตติดตู้เย็นขายด้วย มีแก้ว มีสร้อย ของทำมือเก๋ ๆ เยอะดี (แต่ราคาสูงหมดเลย) เลยซื้อแต่โปสการด์แล้วก็ถ่ายรูปร้านเขาจนพรุนไปหมด เจ้าของร้านใจดีมาก (เราไปทุกวันเปลี่ยนคนดูร้านทุกวันแต่ใจดีทุกคน) ถ่ายยังกับเป็นร้านตัวเอง เรียบร้อยแล้วเราก็เดินต่อไปร้านที่สองทันที ร้านนี้ของเยอะกว่าชื่อมิตรไทย มีเข็มกลัด เสื้อ สมุดด้วยแล้วก็มีพวกเครื่องเงินขาย ราคาแพงอีกเช่นกัน สมุดจดเล่มหนึ่งร้อยห้าสิบแหนะ ว่าจะซื้อละแต่ว่าเจ้าของร้านหน้าดุเชียว เลยไม่เอาดีกว่า
กลับไปถึงห้องเราก็ไปนั่งคุยกันหลังห้อง บรรยากาศเงียบมากเลยครับ ได้ยินแต่เสียงน้ำไหล นั่งคุยกันพักหนึ่ง จนสมควรแก่เวลาเลยอาบน้ำนอน ขนาดมีน้ำอุ่นแล้วนะ ยังหนาวเลย ใครเคยไปปายหน้าหนาวคงรู้ ก่อนนอนต้องใส่เสื้อหนาวถุงเท้า ถุงมือ ครบชุด นูนใส่หมวกไอ้โม่งนอนด้วย แล้วคลุมผ้าห่มอีกที ผมก็ด้วยความกลัวอึดอัดหายใจไม่ออก เลยลุกไปเปิดหน้าต่างไว้ หารู้ไม่ว่าทำผิดอย่างใหญ่หลวง
วันแรกที่ปายผ่านไปอย่างสดใส สดชื่น และหนาว แค่วันเดียว ดูเหมือนแบตเตอรี่ที่กำลังจะหมด มันกลับมา charge ใหม่ จนเกือบจะเต็มแล้วนะ ทำไมต้องมาชาร์จแบตด้วยนะเรา ทำไมไม่ทำงานที่แบตมันเต็มอยู่ตลอดเวลานะเนี่ยะ ไม่ต้องเสียเวลามานั่งชาร์จ แต่ว่าบางครั้งบางทีคนเราก็มีความจำเป็นมากมายที่ต้องทำ เอาเป็นว่ามีความสุขกับงานที่ทำดีกว่า อย่าเสียเวลาคิดในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เอ๊ะหรือกลับไปลาออกมานั่งทำงานที่ปายดีกว่าไหมหนอ
ตอนที่ 4 : ขับมอร์ไซด์ชมปาย
โอ้ย หนาวโว้ย อากาศหนาว _ หาย (ต้องเซ็นเซอร์ กบว.ไม่ผ่าน) ตื่นมาบริกรรมคาถา นั่งสมาธิกรรมฐานปัด
รังควานไปหลายรอบ ผุดลุกผุดนั่ง ก็ยังนอนไม่หลับ ทรมานมาก ทรมานจริง ๆ หนาวที่หน้าที่สุด หันไปมองนูน หนอย นอนสบายเชียวนะเอ็ง ห่มผ้าอยู่คนเดียวเลย (ตอนหลังต่อว่ามันเรื่องนี้ มันแก้ตัวว่าไม่จริง แต่เราเห็นหลักฐานพยานพร้อมอยู่นิ อย่ามาเถียง) มันนอนใส่หน้ากากไอ้โม่งด้วยอะ เห็นแล้วเจ็บใจ (ตัวเอง) นั่งโงกอยู่พักหนึ่ง ลมหนาวพัดกรูเข้ามา สะดุ้งเฮือก รีบลุกไปปิดหน้าต่าง ลืมไปว่าเปิดหน้าต่างไว้อีก โอ้ย ทำไงดี อยากนอน เลยล้มตัวลงนอนอีกพักหนึ่ง เอาผ้าคลุมเตียงมาห่อตัวเป็นมัมมี่แล้วนอนไม่กระดุกกระดิกตัว เพราะทุกอณูของเตียง มันเย็นไปหมดเลย ถ้านอนไปแล้วมันจะอุ่น แต่ถ้าขยับตัวมันก็จะเย็นอีก นอนไม่ค่อยหลับหรอก แต่ฝืน ๆ นอนไป ภาวนาว่าเมื่อไหร่จะเจ็ดโมงเช้าเสียทีจะได้ลุกไปอาบน้ำแล้วออกไปถ่ายรูป
ตื่นมาอีกที เย้ เจ็ดโมงแล้ว รีบตื่นไปสูดอากาศหลังห้อง เปิดประตูไปเท่านั้นแหละ หน้าเปียกเชียว หมอกลงจัดมาก พูดเป็นควันออกมา แต่สวย สวยมาก ดูเหงา เย็น เงียบ สงบ แว่วเสียงไก่ขันมาจากที่ไกล ๆ ข้าง ๆ บ้าน หมาเจ้าของมาทำเสียง งี้ด งี้ดอยู่ โอ้ย โลกสดใส (ดูซิไม่ทันไร ลืมความหนาวที่ทุกข์ระทมไปเลย) นั่งเล่นอยู่ที่เก้าอี้หลังห้องอยู่พักใหญ่ ซึมซับบรรยากาศ อยู่กับตัวเอง นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เอาเรื่องราวบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกจากสมองเสียบ้าง มันจะได้เบา ว่าง พอที่จะรับอย่างอื่นเข้ามาใหม่
ได้เวลาแล้ว เดี๋ยวแดดมา หมอกกำลังลงสวย อาบน้ำดีกว่า โห เย็นมาก แปรงฟันไปบิดตัวไปเหมือนแอโรบิกด้วยความหนาว ตอนอาบน้ำก็ปรับน้ำอุ่นให้ร้อนสุด อาบทีควันพวยพุ่ง อากาศหนาวจัด กับร้อนจัดมาเจอกัน นูนตื่นมาคงนึกว่าไฟไหม้ห้อง หรือผมธาตุไฟแตกซ่านไปในห้องน้ำแล้วเป็นแน่ พออาบเสร็จก็ไปปลุกนูนให้อาบน้ำ มันก็ฮือฮาเรื่องควันเหมือนกัน ผมแต่งตัวเสร็จก็ไปเก็บภาพหลังห้อง จริง ๆ ที่ต้องออกไปหลังห้องเพราะมันมีอีกวัตถุประสงค์หนึ่ง จำได้ไหมที่เคยเล่าว่าห้องน้ำที่นี่มันสร้างไม่ถึงหลังคาห้อง เพราะฉะนั้นผมกับนูนก็จะรู้สึก เอ่อ แบบว่า เอ่อ มันแปลก ๆ เวลาเข้าห้องน้ำ ต้องให้อีกคนไปนั่งหลังห้องก่อน แฮะ แฮะ มันรู้สึกแปลก ๆ นะ
อาบน้ำเสร็จเราก็เดินออกจากห้องไปถ่ายรูป เดินถ่ายมันดะเลย เราข้ามออลอะเบ้าท์คอฟฟี่ไปก่อน เพราะเดี๋ยวหมอกหมด เดี๋ยวถ่ายรูปไม่สวย นี่เลย จุดแนะนำ ไปเช้า ๆ นะ ถ่ายรูปหน้าร้านสบายดีแกลอรี่ ขนาดปิดร้านแล้วนะ ยังฝากความสวยไว้เลย หน้าร้านเก๋มาก ถ่ายกันซะหลายแอคเชียว ตั้งแต่มีกล้องดิจิตอลนี่ดีแฮะ ดูได้เลย ไม่ต้องลุ้น ไม่สวย ไม่พอใจถ่ายให้ใหม่ ไม่สวยอีก ไปเกิดใหม่ดีกว่า อีกที่ที่ทุกคนต้องไปถ่ายแน่ ๆ ก็คือสะพานข้ามน้ำปายไป Family hut เดิน ๆ เจอป้ายใหญ่ ๆ ที่ติดโฆษณาที่พักในปาย ก็กดซะไม่ยั้ง กลับมาชอบรูปตรงนี้ที่สุด ดูเท่เชียว ถ้าไม่ติดว่ามีสิบสองพันนาติดอยู่เป็นภาษาไทยอย่างเดียว คนดูจะนึกว่าไปเที่ยวฝรั่งเศสซะงั้นเลย
สะพานไม้ไผ่หน้า Family hut สวยและสบายดี ผมเลยนั่งแหมะไปบนสะพาน ถ่ายรูปแล้วก็นั่งเล่นอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ฟังเสียงน้ำไหลแกล้มอากาศเย็น ๆ สบายดีจัง สักพักกินลมนาน ชักหิวแฮะ เลยกลับมาถ่ายรูปข้าง ๆ ปายริเวอร์คอนเนอร์ รูปออกมายังกะนักเรียนนอกอังกฤษแนะ มองไปมองมาไอ้เจ้าปายริเวอร์คอนเนอร์ ดูร้านน่านั่งดีแฮะ บรรยากาศดูบาหลี ต้นไม้เยอะ เงียบ เอาวะตกลงปลงใจ วันนี้กิน (ที่) หรูเป็น breakfast แล้วกัน
ลูกค้าในร้านเป็นฝรั่งซะเกือบหมด เพราะร้านอยู่ไกลจากชุมชนมามาก บรรยากาศการกินข้าวเช้าเลยเงียบสงบ ต้นไม้เยอะ หมอกยังลงจัดอยู่ น้ำปายยังไหลแรงเสียงดัง เราเปิดเมนูเลือกอาหารด้วยความสุขใจ พนักงานเสริฟ์ มาบอกว่ามีบุฟเฟต์อาหารด้วย มีเซ็ตอินเตอร์ (ไข่,แฮม,ไส้กรอก) เซ็ตคอนติเนนทัล (ไม่มีเนื้อมั้งถ้าจำไม่ผิด)เซ็ตเอเชีย (ข้าวต้มไก่) ทุกชุดบวกน้ำส้ม ส่วนขนมปังกับผลไม้กินได้เท่าไหร่กินไป นูนสั่งเซ็ตข้าวต้มไก่ ส่วนผม เมนูเขาน่ากินตั้งหลายอย่างแนะ ดูดีกว่าบ้านปายเมื่อวานอีก แต่ราคาแพงกว่ามาก ปริมาณน้อยกว่า แต่บรรยากาศกินขาด ผมสั่งเส้นฟูซิลี่ต้มยำไก่(เขียนถูกป่าววะ) สังเกตุว่าที่นี่เน้นไก่ไม่เน้นหมู อาจเพราะมีมุสลิมอยู่มากก็เป็นได้ครับ ของนูนแป๊ปเดียวก็มา สงสัยต้มไว้แล้ว ของผมรอนานนิดเพราะต้องทำตามเมนู รสชาติใช้ได้ทีเดียวนะ หรือบรรยากาศดีอาหารเลยอร่อยก็ไม่รู้ แต่ต้มยำต้องย้ำว่าจัด ๆ ม่ายงั้นแม่ครัวทำรสฝรั่งไปหมดเลย
พออิ่มท้องก็เดินกลับ ฟ้าเริ่มสว่างแต่ยังหนาวอยู่เราแวะเช่ารถเฮียตี๋ที่ร้าน Aya เฮียแกยุ่ง ๆ ตลอดวัน ว่าจะหาโอกาสโอภาปราศรัยกับแกก็ไม่มีจังหวะ ลูกค้าเยอะทั้งวัน แต่ผมชอบนะ แกใจดีน่ารักดี แอบเห็นแกอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาจีนด้วย ค่าเช่ามอร์ไซด์แก หนึ่งร้อยบาท (รถดี) แปดสิบบาท (รถเก่าหน่อย) ผมเลือกแบบร้อยบาท แกมี option ให้อีก
3 แบบเพื่อประกัน 1. ประกันอุบัติเหตุ 2. ประกันรถหาย 3. ประกันการไปชนคนหรือสิ่งของอื่น เลือกกี่แบบก็ได้ไม่เอาก็ได้ อย่างละ 20 บาท ผมเลือกแบบหนึ่งกับสอง เพราะผมมั่นใจในฝีมือการขับรถของตัวเองว่าไม่ชนใครเด็ด ได้รถแล้วเราก็พุ่งไปกิน all about coffee จิบเครื่องดื่มร้อน ๆ ให้อุ่นกระเพาะ รอบนี้ผมกินชอคโกแลตร้อน ของที่นี่มีสองแบบ ผมกินแบบธรรมดา แล้วก็มีแบบพิเศษคือใส่วิปครีมแล้วก็วนิลาไซรัป ส่วนนูน สั่งกาแฟร้อนปาย แล้วเราก็สั่ง แซนวิสผัดกระเพราไก่มากิน เพราะเคยอ่านเจอในเวปว่าอร่อย เราเลือกนั่งเก้าอี้ริมถนน ทั้งหนาว ๆ งั้น นั่งดูผู้คนผ่านไปผ่านมา สักพักเครื่องดื่มมาก่อน โหซดไปกระเพาะอุ่นขึ้นมาเลย แล้วแอบเห็นพี่วัชรีเจ้าของร้านมานั่งโต๊ะติดกับเรา เอาแก้วเครื่องดื่มอังไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ก็มันหนาวนี่
ชอคโกแลตร้อนเข้มข้นและอร่อยดี ข้นมากแล้วผมก็ชอบกินส่วนบนของเครื่องดื่มที่โดนอากาศหนาวจนเป็นฝ้าแข็ง ๆ เต็มผิวหน้าของแก้ว ช้อนขึ้นมากินก่อน อร่อยดีจัง
แซนวิสผัดกระเพราใช้ขนมปังโฮลวีต กินกับผัดกระเพราไก่ อร่อยดี เสียแต่น้ำมันเยอะไปนิด
อิ่ม (จริง ๆ ) หนำสำราญกันแล้ว ก็ได้เวลาออกเที่ยว เราวางแผนกันว่าจะไปทางสิบสองพันนาก่อน แล้วจะไปเส้นโรงพยาบาล ไปดูวันน้ำฮู้ช่วงบ่าย แล้วบ่ายแก่ ๆ ก็จะกลับมานอนพัก (เปล่า จริง ๆ กลัวดำกว่าเดิม) เราไปแวะไปรษณีย์เพื่อส่งโปสการ์ดให้ตัวเองที่กรุงเทพก่อน หลังจากนั้นก็ขับรถไปเที่ยว ขับช้า ๆผ่านที่พักของเรา ไปที่สิบสองพันนา สองข้างทางก็เป็นทุ่งนาจริง ๆ เราผ่าน Belle Villa ก่อน เลยแวะเข้าไปชมนิดหนึง ดูสวยดี บ้านพักแยกเป็นหลัง ๆ ต่างหาก อากาศดี เงียบสงบมาก มีทุ่งนากับสระอยู่ในรีสอร์ทด้วย เป็นส่วนตัวดีเลยละครับ แต่ผมไม่ชอบที่ไม่ติดน้ำปาย ก็มาปายมาฟังเสียงน้ำนิ ถ่ายรูปกับรีสอร์ทเขาเรียบร้อยแล้วเลยเสเข้าไปหาพนักงานแก้เขิน ถามราคาสักหน่อย แพคเกจสามวันสองคืนคนละ3200 ประมาณนี้ เห็นเขาติดเทอร์โมมิเตอร์ไว้เลยบอกว่าหนาวนะครับ พนักงานบอกว่าตอนนี้สิบสามองศา เมื่อเช้านี่แปดองศาคะ โหมิน่าเมื่อเช้าหนาวซะ
ออกจากเบลล์เราก็ขับรถดูเมืองไปเรื่อย ๆ ดูรีสอร์ทโน้นนี่ไปเรื่อย ๆ แวะถ่ายรูปกับป้ายแม่น้ำปายที่ใกล้ ๆ กับบ้านกระทิง แล้วแวะเข้าไปดูบ้านกระทิง รีสอร์ทกับสโมสรตั้งแยกกัน อยู่ริมทุ่ง เราว่ามันไฮโซไปหน่อยวะ จะไปเที่ยวปายทั้งทียังต้องสะดวกสบายกันขนาดนี้เลยหรือ อย่างว่าต่างคนก็ต่างใจ เศรษฐีเขาก็อยากเที่ยวชนบทกันบ้าง ก็ช่วงนี้ปายมัน in trend นินา (ปากเสียอีกแล้ว)
เราออกมาจากไฮโซรีสอร์ท ขับไปทางสิบสองพันนา ไปถึงยังไม่ทันสิบเอ็ดโมงเลย จะกินข้าวอีกก็เกรงใจกระเพาะ เลยกะว่าสักสิบเอ็ดครึ่งค่อยมากิน เราเลยขับรถวน ๆ ดูแถว ๆ นั้น สนุกดี
“ไม่รู้จะไปไหนแล้ววะ” “งั้นไปกินข้าวเลยแล้วกัน”
ขับรถกลับไปสิบสองพันนาอีกที รีสอร์ทเล็ก ๆ น่ารัก ๆ เราไปนั่งที่โต๊ะด้านล่าง อาหารที่นี่เป็นอาหารมังสะวิรัติ มีให้เลือกหลากหลาย เราสั่ง ไข่เจียวเห็ด ยำเห็ดรวม แกงป่า แล้วก็น้ำสมุนไพร ส่วนข้าวที่นี่เป็นข้าวกล้อง ซึ่งถูกใจคนชอบข้าวกล้องอย่างเรายิ่งนัก อาหารที่นี่รอนานนิดเดียว พอหิว พอถ่ายรูปเพลิน พอเราสั่งอาหารเสร็จ เราก็กระโดดข้ามสะพานไปถ่ายรูปกับทุ่งกระเทียมที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม สวยจัง สวยตรงที่มันเขียวไปหมดทั้งทุ่งเลย ขนาดเพิ่งปลูกนะ แล้วก็ไม่มีอะไรมากั้นสายตาเลย โล่งตามาก ไม่ใช่มองไปก็เจอตึกสูงหน้าตาอัปลักษณ์เหมือน เออ เหมือน เอาน่าเหมือนที่ไหนก็ช่างมันเถอะ
ข้ามกลับมาที่สิบสองพันนาเพื่อมารอกับข้าว เริ่มมาแล้ว ข้าวกล้องหุงได้นิ่มน่ากินมาก ไม่แข็งเกินไป กับข้าวหน้าตาดีทีเดียว เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งกิน ถ่ายรูปไว้ก่อน เอาเสร็จแล้วลุยได้
อาหารรสชาติดีสมคำเล่าลือจริง ๆ ครับ ผมชอบไข่เจียวเห็ดที่สุด รสชาติดีอร่อย แกงป่าใส่ลูกชิ้นเห็ด อันนี้ลูกชิ้นอร่อยมาก กรอบ รสชาติดี ส่วนยำเห็ดผมว่าธรรมดา ติดหวาน ๆ ซะด้วยซ้ำแต่ข้าวอร่อยจัง ชอบกินข้าวกล้อง มันเหนียว ๆ ดี แต่จะให้กินอีกจานก็ไม่ไหว เฮ้ออิ่ม นั่งพักชมธรรมชาติอยู่พักหนึ่ง ลงไปเอาเท้าเหยียบน้ำปายที่ข้าง ๆ บ้าน(รู้สึกจะชื่อเอิร์ทมั้ง) น้ำเย็นเฉียบ บรรยากาศสุดยอด หมายใจไว้ว่ารอบหน้าถ้ามาจะมาพักที่นี่ แล้วกลางวันจะนั่งเหยียบน้ำเล่นบนแพไม้ไผ่อย่างนี้ทั้งวันเลย โอ๊ย มีความสุข
ก่อนออกมาเราเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนแบกของขับมอร์ไซด์ออกไป นักท่องเที่ยวที่มาปายส่วนใหญ่ชอบเปลี่ยนที่นอนไม่ซ้ำกัน ไม่เหมือนเรา ที่ขี้เกียจย้ายของ ทอดสมอที่ไหนแล้วไม่ขยับละ เป็นหอยกาบติดที่
กินอิ่มแล้วก็ไปกินต่อ เฮ้ย พอแล้ว ไม่กินแล้ว แหมมัวแต่ชวนชิมริมทางตลอดอย่างนี้คนอ่านก็เบื่อแย่นะซิ (ว่าไปแล้วเราเคยจัดทริปเด็กอ้วนชวนชิม เที่ยวในกรุงเทพด้วยนะ กินเที่ยวย่านเก่าในกรุงเทพ สนุกเชียว) นอกเรื่องอีกแล้ว กินเสร็จ บิดกุญแจ ไปต่อ เรากลับทางเดิม แวะไหว้พระริมถนน เป็นพระพุทธรูปอยู่องค์เดียวใต้ร่มไม้ เราแวะเคารพเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้วก็นั่งสบาย ๆ ใต้ร่มไม้กันพักหนึ่ง เห็นคุณแม่ลูกคู่หนึ่งขับมอร์ไซด์ผ่าน ร้องเพลง แครอทกันเสียงดังลั่น ลูกท่าทางร่าเริง คุณแม่ก็ยิ้มอย่างมีความสุข ความสุขของเด็กชนบทคงมีแค่นี้เอง คงไม่ต้องแต่งตัวสวย ๆ ไปห้างใหญ่ ๆ ปล่อยให้พ่อแม่จับหัดโน่นนี่ ประกวดนั่น ทำตัวกระแดะ เป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย ๆ ที่แก่แดดเกินวัย ต้องใส่สูทไปงานแต่งงาน ใครหนอที่ทำให้เด็กเป็นอย่างนี้ เด็กในเมืองหลวงเคยมีความสุขที่จริง ๆ กันไหม มีเด็กที่เป็นเด็กตามวัยสักกี่คนกันหนอ
เราขับกลับมาตั้งหลักในเมือง แล้วขับไปทางโรงพยาบาลปาย เพื่อไปแวะสักการะหลวงพ่ออุ่นเมืองที่ร่ำลือว่ามีน้ำออกมาจากเศียรพระ เราขับไปตามป้ายบอกทาง ผ่านโรงพยาบาล วันนี้คึกคักเชียว เสียงดังสงสัยมีแข่งกีฬาแล้วก็งานประจำปี ขับไปเรื่อย ๆ ค่อนข้างไกลทีเดียว ไปถึงวัดน้ำฮู้ เราเข้าไปไหว้พระในอุโบสถ น่าแปลกไหม ไม่ว่าอุโบสถไหน ๆ เข้าไปทีไรรู้สึกอากาศเย็นตลอดเวลา ไม่ว่าอากาศข้างนอกจะร้อนซักเท่าไหร่ มีคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่งเสียงดัง ๆ มาเล่าประวัติของหลวงพ่ออุ่นเมืองให้เราฟัง หลังจากออกมาจากอุโบสถเรากะแวะไปสักการะพระสุพรรณกัลยา
เราขับรถกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้ง แวะเข้าไปวัดกลาง ไปแอคท่าถ่ายรูปกับเจดีย์ อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ไหว กลับห้อง อาบน้ำนอนดีกว่า มาครั้งนี้ไม่ค่อยกะมาเที่ยวเท่าไหร่กะมาพักผ่อนนอนหลับเสียละมากกว่า
นูนหลับไปทันทีหลังจากอาบน้ำเสร็จ ส่วนผมขอไปนั่งสบาย ๆ ดูน้ำดูฟ้าหลังห้อง แล้วก็อ่าน “The Davinci code” ไปด้วย กำลังสนุกเชียว แดน บราวน์ นะทำให้ผมไม่ต้องอดทนรอ สาวนักชอปกับแฮร์รี่ไปได้
ตื่นมาอีกทีได้เวลากินอีกแร้ว วันนี้มื้อเย็นเราเป็นร้านที่ชาวปายแนะนำ เพราะว่าเมื่อเช้าลองถามพี่วัชรีดู พี่เขาแนะนำร้าน “บ้านเบญจรงค์” ถามพี่ที่ดูแลบ้านพักเราเขาก็แนะนำที่เดียวกัน เราเลยจะไปลองสักหน่อย ก่อนไปขอขับรถชมเมืองนิดหนึ่ง รถติดเหมือนกันนะ ตามสี่แยก ฝรั่งขับมอร์ไซด์กันเต็ม
บ้านเบญจรงค์ ตั้งอยู่บริเวณสามแยกทางออกจากปาย ไปถนนสายหลักที่จะแยกไปแม่ฮ่องสอนกับเชียงใหม่ ถ้าเราขับรถไปจากปาย ผ่านตลาดสดด้านขวามือจะเป็นป้อมตำรวจ เยื้อง ๆ กับป้อมตำรวจ อีกฟากหนึ่งของถนนนั่นแหละเป็นร้านอาหารบ้านเบญจรงค์
ร้านนี้ไม่ได้ตกแต่อะไรมากมาย เหมือนเป็นร้านอาหารธรรมดา ๆ ขายอาหารตามสั่ง พี่วัชรีแนะนำกุ้งผัดซอสมะขาม เราก็สั่งเลย แล้วก็สั่งกระดูกอ่อนระเบิด (ประมาณเนี้ยะ) แล้วจะสั่งปลาน้ำปาย ปรากฎว่าช่วงนี้ไม่มีต้องเป็นปลาช่อนแทน เลยไม่เอาเปลี่ยนเป็นแกงส้มชะอมทอดกุ้งแทน อาหารรอไม่นานอาจเป็นเพราะเป็นโต๊ะแรก อาหารรสชาติธรรมดา (คือไม่ประทับใจเท่าไหร่นัก) เพราะเราชอบรสเข้มข้น แต่ อาหารที่นี่หวานไปซะทุกรายการ ขนาดกระดูกอ่อนยังไม่เผ็ดเท่าไหร่เลย แต่ถ้าใครชอบกับข้าวเมืองเพชรก็น่าจะชอบอาหารร้านนี้ (มันค่อนข้างหวาน)
เราอยากตบท้ายด้วยของหวานพื้นเมืองคือขนมเปงม้งซึ่งเป็นขนมไทใหญ่ แต่ว่าเราคงมาเช้าเกินไปขนมยังไม่มาส่ง ไม่เป็นไรไปหากินข้างนอกเอา อาหารมื้อนี้ประมาณ สามร้อยบาท ก็ไม่แพงเท่าไหร่
อาหารเย็นเสร็จสรรพ เราก็ขับรถชมเมืองปาย ไปดูโรงเรียน ไปดูสถานีตำรวจ (จะไปทำไมวะ) ขับไปขับมาแล้วก็จอดเดิน บ้าดีไหม มีรถไม่ขับ ชอบเดิน แล้วเดินก็เดินที่เดิม ๆ นะแต่ทำไมไม่รู้มีความสุขที่ได้เดิน เดินไปเดินมาดูของเดิม ๆ ดูร้านเดิม ๆ แต่มีความสุขจัง เดินดูผู้คนหน้าเดิม ๆ ทำไมหนอ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสให้กัน ทุกคนดูมีน้ำใจให้กัน ให้อภัยกันได้ ดูเหมือนเวลาของเราเดินอย่างช้า ๆ ไม่หมุนเร็วกว่าโลก แต่ทำไมหนอชีวิตของคน ๆ เดียวกันในอีกด้านของชีวิต ทำไมเราหมุนตัวเราเองเร็วกันเหลือเกิน ทำไม
ตอนที่ 5 : เที่ยวนอกปาย วันที่ฟ้าเปลี่ยนสี
26 ธันวาคม 2547
เมื่อคืนไปซื้อหมวกไอ้โม่งมาใส่นอน ตอนกลางคืนก็ใส่ไว้ดี ๆ ไหงตื่นมามันหลุดออกจากหัวเนี่ยะ สงสัยไม่ชิน หนาวอีกแล้ว ช่างหัวมัน เอาผ้าคลุมเตียงมาห่อตัวเป็นมัมมี่ พออุ่นดี ตื่นแต่เช้า รีบกระโจนออกไปหลังห้องไปดูหมอก ไปพ่นควันออกจากปากอีก เริงร่าอยู่ได้พักหนึ่ง ผลุบเข้ามาอาบน้ำอาบท่า แต่งตัว วิ่งออกไปเก็บภาพ เหงาแฮะ หนาวด้วย เสร็จสรรพ ขับมอร์ไซด์ออกจากที่พักตอนแปดโมง หนาวจนคางกระทบกัน ขนาดแต่งตัวเต็มยศเลยนะ ใส่ถุงมือขับรถ
แจกเกตพร้อม ขับไปต้องขยำมือตัวเองตลอด จากที่พักถึงร้านน้องเบียร์ระยะทางไม่ถึงกิโล ผมขับรถซะหนาวจนสั่น ร้านน้องเบียร์เปิดแล้ว เราเข้าไปสั่งน้ำเงี้ยวสอง แล้วก็นั่งรอ วันนี้พบความมีน้ำใจอีกอย่างของคนปาย น้องในร้านเขาเอาชาจีนร้อนมาเสริฟ์ให้เราโดยไม่คิดเงินเลย ผมรู้สึกดีมากเลยนะ บางครั้งคนเราไม่ต้องการอะไรมากมายหรอก แค่น้ำใจแค่ความใส่ใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แค่นี้คงพอ
รอขนมจีนนานเหมือนเคย พอยกมากจัดการ กินไปได้สองสามคำ รถสิบล้อวิ่งผ่านมาจนร้านไหวอยู่พักใหญ่ แต่คนข้าง ๆ โต๊ะบอกว่าแผ่นดินไหว เรายังนินทาเขาอยู่เลยว่าเว่อร์มาก กินเสร็จสรรพก็ขับรถไปนั่งกินชอคโกแลตร้อนต่อที่ร้าน all about coffee เจ้าเก่า อร่อยเหมือนเดิม วันนี้ไม่สั่งขนมเพราะจุกขนมจีนแล้ว กินเสร็จใกล้เก้าโมงเราขับรถไปคืนเฮีย ลุงเหลิม (คนขับรถของเราวันนี้) ยืนยิ้มเผล่รออยู่ที่ร้านแล้ว เตรียมตัวพาเราไปถ้ำลอด เก้าโมงเช้าเราเดินทางออกจากปายไปตามเส้นทางที่เงียบสงบ เขียว สวย สดใส และเต็มไปด้วยโค้ง เราเลาะไปตามเส้นทางไปแม่ฮ่องสอน แวะพักเข้าห้องน้ำกันที่โค้งที่ 1,258 ออกไปเข้าห้องน้ำ แอคท่าถ่ายรูปกับป้ายเบียร์ช้าง เกือบสิบโมงแล้ว อากาศยังหนาวมากอยู่เลย ห้องน้ำเย็นมาก
ถ่ายรูปเสร็จเดินทางกันต่อ ผมต้องพกยาดมโป๊ยเซียนไปด้วย สูดเฮือก ๆ อยู่ตลอดเส้นทาง กลัวทำรถลุงเหลิมเลอะ มันเวียนหัวจริง ๆ นะ ขนาดขอนั่งหน้าแล้วนะ ลุงเหลิมเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เราฟัง เราเองก็ขยันถามลุงเหลิมถึงเรื่องที่เราอยากรู้สลับกันการดูวิว (และดมยา เฮือก)
สุดท้ายเราก็ถึงที่หมายสบายผิดกัน เราถึงถ้ำลอด ติดต่อเคาน์เตอร์ได้ความว่าค่าตะเกียงคนนำทางคนละร้อย เข้าไปเสียค่าเรืออีกลำละสี่ร้อยบาทนั่งได้สี่คนแต่เราไปสองก็ลำเดียวสี่ร้อ ย เราเข้าไปตามลำน้ำ นูนซื้ออาหารปลาติดมือมาด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทีเดียว เพราะว่าข้างในถ้ำปลาตัวใหญ่สีดำสนิท เต็มน้ำไปหมด ดูน่ากลัวแฮะ โปรยอาหารทีแทบจะงับมือเรา เรานั่งเรือ (จริง ๆ ต้องเรียกว่าแพนะ)ไม้ไผ่เข้าไป จุดแรกเราแวะถ้ำหินงอกหินย้อย เดินขึ้นเข้าถ้ำไป สูง ๆ บันไดชัน ๆ เหม็นนิด ๆ หินงอกหินย้อยมีพอสมควร แต่คนไทยก็อย่างว่าจับซะจนจะไม่สวยอยู่แล้ว ต่อไปก็ถ้ำตุ๊กตา ก็มีหินงอกหินย้อยเป็นรูปตุ๊กตา (ตามจินตนาการ) เต็มไปหมด คนนำทางเอาตะเกียงส่องให้เราดูหินย้อยรูปหนึ่งกลม ๆ แล้วบอกเราว่า “นมน้องแนท” “แต่มีข้างเดียวนะ” ดูซิ คนอยู่ไกลขนาดนั้นยังจะมีอารมณ์ทะลึ่ง
เราลงมาจากถ้ำตุ๊กตานั่งแพต่อไปยังถ้ำที่สามที่ผมรอคอยนั่นคือถ้ำผีแมนซึ่งอ ยู่ลึกที่สุดเกือบถึงปากทางเข้าถ้ำ ผมดั้นด้นเข้าไปเพื่อไปถ่ายรูปโลงผีแมนของจริง ให้เหมือนในรูปถ่ายที่เคยเห็น มีที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่หนึ่งเดียว ที่เหลือก็เป็นโลงที่ไม่สมบูรณ์
เรากลับลงมาด้านล่าง สวนกับนักเดินทางอีกหลายคนที่เดินขึ้นไป เรากลับมาลงแพเพื่อเดินทางกลับ ขาเข้าน้องเจ้าของแพใช้ไม่ไผ่ถ่อพาเราเข้าไปแต่ขากลับน้องเขาต้องลากแพด้วยม ือเปล่าออกไปเพราะว่าขาเข้าเราตามน้ำแต่ขากลับเราล่องทวนน้ำ น้องที่ลากแพให้เรา (แพนด้าสองตัว) อายุน่าจะราว ๆ 16-17 ปี วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ลากไกลมากนะตั้งแต่สุดปลายถ้ำถึงปากทางเข้า ออกมาเราเลยให้ทิปน้องเขาพอสมควร หลายสิ่งวนเวียนอยู่ในสมอง แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ ถึงแม้น้องเขาจะสามารถทำงานได้แล้ว แต่เขาจะได้เรียนหนังสือหรือเปล่า โอกาสของเขามีมากน้อยแค่ไหน
เราเดินทางออกจากถ้ำลอดแล้วก็เริ่มหิวข้าว นูนอ่านเจอในหนังสือท่องเที่ยวเห็นโฆษณา café de loi เลยตกลงใจว่าจะไปกัน เดินทางโขยกเขยก ดมยา หลับตา ภาวนา ถึงจนได้ หิวข้าวจนตาลายไปหมดแล้ว นึกถึงข้าวร้อน ๆ กับข้าวรสละมุนไป บ่ายโมงแล้วเราเพิ่งถึงร้าน แต่สิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าคือ “ร้านปิดเจ๊า เปิดตอนเย็น เจ้าของไม่อยู่” เข่าอ่อนเลย หิวข้าว ตาลาย กัดฟันขึ้นรถบอกลุงเหลิมว่าไป สิบสองพันนาด่วน ลุงเหลิมก็ดีใจหาย รีบบึ่งพาเราไปกินข้าว ไปถึงร้านบอกว่าเอามะนาวโซดามาก่อน เวียนหัวจะตายอยู่แล้ว
สุดท้ายเราก็ต้องลงเอยที่ร้านแสนอร่อยร้านเดิม วันนี้เราสั่งลูกชิ้นเจผัดเผ็ด ยำปลาดุกฟู (เป็นเต้าหู้ทอดยำ) ไข่เจียวเห็ด (แสนอร่อย) แป๊ปเดียวข้าวมาลูกชิ้นกับไข่เจียวอร่อยเหมือนเดิม แต่ยำปลาดุกฟูเต้าหู้แข็งไปนิด อิ่มแล้วมีแรง ตอนแรกกะจะไปอาบน้ำร้อนที่ท่าปาย แต่คิดไปคิดมา เฮ้อ แดดก็ออกเปรี้ยง จะไปอาบน้ำร้อนอีก เขาคงหาว่าไม่บ้าก็เมา หันซ้าย หันขวา ทำอะไรดี เอาละ กลับไปนอนดีกว่า แฮะ แฮะ
จริง ๆ มีคนแนะนำให้เราไปอาบน้ำร้อนตอนกลางคืนกลางแสงจันทร์บรรยากาศจะดีและเราจะไม ่หนาวเลย แต่ไม่เอาละขี้เกียจ นอนดีกว่า
ตื่นมาอีกทีเย็นแล้ว มื้อเย็นวันนี้เป็นมื้อสั่งลาปาย เราเลยตกลงปลงใจไปกินบรรยากาศกับอาหารอร่อย ๆ กันที่ปายริเวอร์คอนเนอร์ แต่เนื่องจากตื่นมาเร็วไปหน่อยเลยเดินเล่นเลยเถิดอยู่แถว ๆ นั้น ข้ามสะพานไม้ไผ่ไปสำรวจลาดเลาที่แฟมิลี่ฮัทกับกู๊ดวิว เห็นจะไม่ไหว ที่พักที่กินออกสไตล์ลูกทุ่งหน่อย เราไม่ชอบ ห้องน้ำแยกอีกต่างหาก แถมบ้านเป็นฝาขัดแตะสาน หูขนาดนอนบ้านปูนยังหนาวจับใจขนาดนี้ ถ้านอนฝาขัดแตะนะ ลมพัดทีคงตื่นที แถมบรรยากาศดูวุ่น ๆ วาย ๆ เหมือนอยู่ในครัวไงก็ไม่รู้ เราอาจจะคิดมากไปเองก็ได้นะ ของอย่างนี้แล้วแต่ ตัวใครตัวมัน แต่ของเขาถูกเชียวนะ คืนละร้อยสองร้อยเอง
วันนี้เราไปถึงร้านเป็นกลุ่มแรก ใส่ขาสั้นไปกินข้าวเย็น หนาวก็หนาว ยุงก็กัด ดีสมน้ำหน้า อยากใส่ดีนัก แจกเกตก็ไม่เอามา นั่งกินไปหนาวขาไป เกาขาไป
ปายริเวอร์คอนเนอร์วันนี้กำลังจะเปลี่ยนไปมีที่พักหรู ๆ เพิ่มขึ้น คืนหนึ่งหลายตังค์อยู่ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทันสมัย วันนี้เราสั่งอาหารหลายอย่างจำไม่ได้แต่รู้ว่ามันอบใส้แฮมอร่อยดี เป็นมันฝรั่งทั้งหัวแล้วเอาแฮมใส่ไว้ตรงกลาง ไม่มีรสชาติอะไรหรอก แต่เราชอบกินมันฝรั่งเลยอร่อยจัง มันฝรั่งมันหนึบ ๆ ดี
มื้อนี้จ่ายไปหลายอยู่ แต่ไม่เป็นไรมื้อนี้บรรยากาศดี ๆ เงียบ ๆ แต่ห้องน้ำที่นี่น่ารักมากเลยนะ วาดเป็นรูปดอกไม้เต็มไปหมด ชอบจัง น่ารักดี แต่เอามาทำที่บ้านคงไม่ได้ ขัดห้องน้ำทีคงลอกออกไปหมด ได้แต่ถ่ายรูปเก็บไว้ สวย
คืนนี้เราก็ทำกิจกรรมเดิมคือเดินชมเมือง และวันนี้เราก็ได้ลิ้มลองขนมเปงม้ง ไม่อร่อยเลยอะ เหมือนขนมหม้อแกงปน ๆ กับสังขยาแต่จืด ๆ แหยะ ๆ ยังไงไม่รู้ อย่าเอ็ดไป คนอื่นเขาอาจจะอร่อยก็ได้นะ เรามันกินไม่เป็นเอง สุดท้ายทิ้งไปซะเกือบหมด ชิมกันไปคนละคำสองคำเอง
คืนนี้ก็สั่งลาคืนสุดท้ายที่ปายเสียที พรุ่งนี้แล้วซิหนอที่เราจะต้องกลับ กลับไปสู่โลกของความจริง เราจะเก็บภาพความประทับใจที่เรามีที่ปายทั้งหมด ไปเก็บไว้เป็นเชื้อเพลิงฝันในยามที่เราท้อ ยามที่เราเบื่อ เราจะนึกถึงเธอนะปาย
ปล. วันนี้เป็นวันนี้เกิดเหตุโศกนาฎกรรมคลื่นยักษ์ซึนามิ เพื่อน ๆ โทรมาหาว่าที่เหนือปลอดภัยไหม เราเพิ่งรู้ความจริงว่าเมื่อเช้าที่เราคิดว่ารถบรรทุกวิ่งที่แท้เป็นแผ่นดิน ไหว เพิ่งเคยเจอครั้งแรกในชีวิต เนื่องจากขาดการสื่อสาร ทีวี วิทยุ เราจึงได้แต่แอบดูตามร้านอาหาร พบว่าภาคใต้น่าเป็นห่วงมาก ข่าวช่วงแรกยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเยอะมากนะ แต่มันก็นำมาซึ่งความตระหนก กลัว เป็นห่วง คนรู้จัก คนรู้ใจ โชคดีที่คนที่เรารู้จักไม่เป็นอะไร มีน้องชายวิ่งหนีคลื่นที่ตรัง แล้วก็อาวิ่งขึ้นเขาที่เขาหลัก ทุกอย่างสูญเสียไปในพริบตา ทั้งทรัพย์สิน และชีวิตเหลือไว้เพียงความทรงจำที่เลวร้ายของคนที่เกี่ยวข้อง ชีวิตที่ปลิดปลิว คนใกล้ชิดขอแค่เห็นหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย ความหวังยังลางเลือน คนอย่างเราแค่เห็นภาพก็สะเทือนใจ มิพักต้องคิดว่าเปิดทีวีเมื่อไหร่ก็น้ำตาซึม จนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องเลิกดูไปเลย ยอมรับว่าเครียด สะเทือนใจ หากเกิดกับคนใกล้ตัวเรา เราจะเป็นอย่างไร หากคนนั้นเป็นคนที่เราเคยทำผิดกับเขาไว้ คนที่เรายังไม่เคยแม้แต่จะบอกรัก หรือเป็นคนที่เราว่าจะพาไปเที่ยว ว่าจะปลีกตัวจากงานไปหา แต่ไม่จะสักที เหตุการณ์ครั้งนี้ ย้ำเตือนสิ่งที่บอกว่า “อยากทำ อยากบอกอะไรก็รีบ ๆ ซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เหตุการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนเราอีกว่าชีวิตคนเราก็อยู่ใต้ความยิ่งใหญ่ของธรรม ชาติเสมอ วันนี้เที่ยวสนุก แต่เหตุการณ์ที่เรารับรู้ตอนกลางคืน ทำให้ความสนุกของเราหายไปเสี้ยวหนึ่ง เราไม่รู้จะช่วยทำอะไรได้บ้าง เราทำได้แค่กลับมาถึงกรุงเทพ เราบริจาคโลงศพไปที่มูลนิธิร่วมกตัญญู อีกสองวันเรารู้ว่าความช่วยเหลือเป็นสิ่งที่จำเป็นอีก เราบริจาคให้สภากาชาดไปอีก เราคงทำได้แค่นี้ ได้แต่หวังว่า หากเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นอีก ขออย่าให้เรื่องมันเศร้าขนาดนี้เลย ได้ไหม
ตอนที่ 6 : ถนนสายนี้คดเคี้ยวกลับบ้าน
นึกว่าจะจบกันแล้วละซิ ยาง ยังก่อน เพราะคนเขียนชอบเล่า ชอบคุย ชอบโม้ เลยยังจบไม่ลง แต่ตอนนี้จบแน่ ๆ ยืดยาวเป็นดาวพระศุกร์มากไปมันจะไม่ดี
ตื่นเช้าตามเคย แต่ไม่ได้หนาวหรอกนะ อยากตื่นมาสูดอากาศลึก ๆ ดูบรรยากาศดี ๆ ให้เต็มที่ก่อนที่วันนี้เราจะลาจากปายในตอนเก้าโมงครึ่ง ใจหายแฮะ ยอมรับว่าจากครั้งแรกที่รู้สึกว่าปายเป็นเมืองเล็ก ๆ ธรรมดา จนถึงวันนี้ผมรู้สึกว่าผมชอบเมืองนี้จัง ทำไมกรุงเทพไม่สงบอย่างนี้บ้างหนอ
เราเก็บข้าวเก็บของเดินลากกระเป๋าจ๋อง ๆ ออกไปขึ้นรถที่ร้านเฮีย Aya แต่ขอแวะสั่งลา … ใช่แล้ว All About Coffee ร้านโปรดของเรา ผมสั่งชอคโกแลตร้อนเหมือนเคย พร้อมสั่งเคกกล้วยหอมมากินเล่น เค้กกล้วยหอมของเขามีกล้วยหอมหั่นเป็นแว่น ๆ โรยหน้าอยู่ด้วย อร่อยดี แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายนัก เรานั่งอยู่หน้าร้านริมฟุตบาท วันนี้เป็นวันทำงานแล้ว หลาย ๆ คนเริ่มออกไปทำงานแล้ว เรานั่งมองชีวิตของคนปายอย่างอิจฉา ทำไมคนมันน้อยงี้ฟะ ถ้าป่านนี้ที่กรุงเทพ เราคงหน้าเป็นหมียืนรอรถเมล์อยู่หน้าปากซอย แล้วตะเกียกตะกายยื้อแย่งกันไปเบียดอยู่บนรถเมล์ เส้นเลือดตรงขมับก็เต้นตุบ ๆ ด้วยความเครียด อย่างนี้มันจะไปหาความสุขได้ไงกัน
วันนี้เราเจอคนรู้จักสองสามคน แวะเข้ามาปาย เขาแวะมาแต่เรากำลังจะจากปาย เราเจอผู้หญิงสองคนมาทานกาแฟที่ร้านเดียวกัน แต่อีกคนคุยโทรศัพท์ ร้องไห้อย่างหนัก ขณะที่อีกคนปลอบใจอยู่ข้าง ๆ เราเลยจ๋อย ๆ ไปด้วยคาดว่าเขาคงประสบความสูญเสียจากเหตุการณ์ซึนามิ
เก้าโมงเช้าเราพร้อมที่ร้านเฮีย ฝรั่งทั้งรถ มีคนไทยสองคน ทุกคนพูดเรื่องเดียวกันหมด คือซึนามิ เก้าโมงสิบห้าทุกคนพร้อมบนรถ แต่เฮียไม่ยอมออกรถ พอเราถามเฮียบอกว่าต้องตรงเวลาคือเก้าโมงครึ่ง ขำแต่ไม่ได้ซีเรียสอะไร ในเมื่อคนครบทำไมไม่ออกเนี่ยะ
ผมเมารถอีกตามเคย แต่งวดนี้ทรมานมากเพราะทำท่าจะคายของเก่าออกมาท่าเดียว ผะอืดผะอมสุด ๆ จนถึงจุดแวะตรงชายแดนเชียงใหม่ เรารีบตะกายลงไปขอน้ำมะนาวเย็นกิน แม่ค้าใจดีมาก บอกว่ามีแค่ลูกเดียว คิดสิบบาทแล้วกัน แถมดูแลเราดีมาก ๆ เลย หายาหอมมาให้กินด้วย แต่เรากลัวแก่เลยไม่กล้ากิน ได้แต่ซาบซึ้งกับน้ำใจของคนที่พบเจอริมทาง ที่ถึงแม้ไม่เคยรู้จักกัน แค่ผ่านมาพบกัน ยังมีน้ำใจที่ดีให้กันได้ขนาดนี้ ลึก ๆ คนเราคงมีจิตใจเอื้อเฟื้อคนอื่น แล้วแต่ว่าใครจะดึงออกมาใช้แค่ไหน แล้วแต่ว่ามันอยู่ลึกมากหรือเปล่า
เราต้องเปลี่ยนรถตรงนี้จากรถไปปายไปขึ้นรถที่มาจากเชียงใหม่แทน เราสงสัยเลยถาม คนขับตอบว่า “ คนปายก็กลับปาย คนเชียงใหม่ก็กลับเชียงใหม่” เออจริงวะ
จอดเปลี่ยนรถแป๊บนึงเราก็ออกเดินทางต่อ ผมก็พะอืดพะอมต่อไป แต่ไม่นานแล้วละเราก็เข้าเขตเมืองเชียงใหม่ เฮ้อ หายทรมานซะที (แต่กลับมาถึงบ้านอ่านในหนังสือเขาแนะนำให้กินของเปรี้ยวตอนเดินทางจะได้ไม่ อ้วก แต่เราใช้วิธีคิดถึงความเปรี้ยวของมะนาว ก็พอใช้ได้นะ)
ถึงเชียงใหม่ เราเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สถานีรถไฟ ออกไปซื้อของที่ตลาดวโรรส แล้วไปกินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ถนนวัวลาย อร่อยเด็ด กลับมาอาบน้ำอาบท่าที่สถานีแล้วรอขึ้นรถไฟ สบายตัว
รถไฟออกตรงเวลา เรากำลังจะเดินทางกลับไปสู่โลกแห่งความจริง ช่วงเวลาที่เราสนุกสนานมีความสุข มันสั้น ๆ นะแต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่สวยงาม ทุกเรื่องมีบทเริ่มต้นแต่ก็มีบทสรุป มีความทุกข์เราเลยรู้ว่าสุขมันเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ความสุขมันจะช่วงสั้น ๆ แต่ผมก็เชื่อว่า ความทรงจำคือสิ่งที่สวยงามที่อยู่ในใจของคนเราทุกคน เอาไว้รื้อขึ้นมาเมื่อท้อ เมื่อแพ้ เอาไว้เรามีโอกาสหยุดจากการงาน การเรียนอีกเมื่อไหร่ เราคงจะได้ไปเยี่ยมเยียนใคร ๆ หลาย ๆ คนที่นั่นอีก
ขอบคุณ พี่วัชรีและทีมงานสำหรับกาแฟอร่อย ๆ ร้านบรรยากาศดี ๆ กับความใจดีที่พวกพี่มีให้ ผมจะจำไว้ว่ายังมีร้านกาแฟ สวย ๆ ดี ๆ ที่นั่นอยู่ แล้วจะกลับไปเยี่ยมอย่างที่สัญญาไว้นะพี่ ไม่รู้ปายจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ผมก็หวังว่าพวกพี่คงรักษาบรรยากาศอย่างที่พี่ต้องการไว้ได้ท่ามกลางกระแส ความเจริญ
ขอบคุณ เฮียตี๋ร้าน Aya ราคาถูก คุณภาพดี ใจดีอีกต่างหาก ขอบคุณนะครับ
ขอบคุณ ปายครับ ที่ทำให้เราได้ไปหยุดชีวิต ขอโทษนะที่เราเอาความเครียดไปทิ้งไว้ที่เธอ
แฮะ แฮะ ยาวอย่างที่บอกป่าวคับ แต่เป็นปายเมื่อสองปีที่แล้ว ได้ยินข่าวว่าตอนนี้เริ่มคนเยอะ รีสอร์ทแยะ วันนึงมีโอกาสจะขอกลับไปเยี่ยมอีก หวังว่าเธอจะยังไม่เปลี่ยนไปนะปาย






July 25th, 2006 at 7:04 am
เย้ๆๆ ขอบคุณครับ ได้ เรื่องเล่า จาก เพื่อนๆ มาคนแรกแล้ว ดีใจๆ มาเล่าใหัฟังบ่อยๆ นะครับ อ่านแล้วรู้สึกดี ครับ และอยากจะรักษาบรรยากาศ เก่าๆ สงบๆ ไว้นานๆ จัง
August 9th, 2006 at 10:03 am
มาโหวตให้เลยครับ…. สนุกดีครับ….
August 11th, 2006 at 2:24 pm
ชอบจังค่ะ มีแพลนว่าจะไปเที่ยวปายวันที่ 26 ตุลานี้ค่ะ อยากไปมากเลยยิ่งฟังคุณเล่ายิ่งอยากไป …แต่เสียดายจังที่ขี่มอร์ไซไม่เป็นสงสัยต้องพึ่งสองเท้าซ้าแล้วล่ะเนอะ ^_^
September 6th, 2006 at 9:20 am
อยากไปมากกกกเลย ยิ่งมาอ่านยิ่งอยากไป
แต่ไม่มีวันหยุดยาวๆ ทำไงดีๆ
September 30th, 2006 at 10:11 pm
คิดถึงเมืองปายจังเลย ไปมาแล้ว 2 ครั้ง เค้าว่าเมืองปายเป็นเมืองสามหมอก ไปเห็นหมอกหนาวกะหมอกฝนมาแล้ว เหลือแต่หมอกควันในหน้าร้อนคงจะไม่ค่อยสวยเท่าไร นี่ก็กะว่าจะไปดูหมอกหนาวอีกทีปลายปีนี้ ปายคงสวยเหมือนเดิมนะ
November 4th, 2007 at 3:59 pm
กำลังวางเเผน จะไป เที่ยว ปาย กับ หวานใจ เหมือนกัน อืม ๆๆๆ
น่าสนุกจริงๆๆ ครับ
November 26th, 2007 at 1:15 pm
บรรยากาศอย่างนี้มีที่กางเต็นท์มั้ย
March 11th, 2008 at 7:44 am
แนะนำบริษัททัวร์ & organize เชียงใหม่ ที่ได้รับความนิยมจ้า****
หจก. วีอาร์คนไทยทัวร์ บริษัททัวร์นำเที่ยวเชียงใหม่และจังหวัดในภาคเหนือต้องการเปิดตัวและแนะนำบริษัท ทางบริษัทของเรารับออกแบบ –จัดทำ โปรแกรม Package Tours ต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ เชียงใหม่ – เชียงราย – ลำพูน-ลำปาง-แม่ฮ่องสอน-ปาย ทัวร์หมู่คณะสร้างสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยว,ทัวร์ครอบครัว,ฮันนีมูน,แต่งงาน ในบรรยากาศแบบที่ท่านต้องการ ตั้งแต่ระดับธรรมดา-VIP ท่านสามารถเลือกโปรแกรมท่องเที่ยวได้ตรงกับความต้องการหรือแล้วแต่งบประมาณของท่านด้วยดีไซน์ไม่จำกัด รวมถึงรับจองโรงแรมทุกระดับทั่วภาคเหนือ และมีบริการเช่ารถตู้ทุกประเภท
ขอแนะนำบริการของเราคือ บริการ Tours & Organize เพื่อสร้างสีสันของงาน อาทิ บริการตกแต่งสถานที่ บริการจัดพิธีงานต่าง ๆ บริการแสงสีเสียง , งานวัด สวนสนุก ( fun park ) ,บริการจัดสัมมนาและพัฒนาองค์กร team building & M.I.C.E ,walk rally,sportday เป็นต้น ที่สร้างสรรค์ทัวร์ขึ้นมาพิเศษที่เหมาะกับท่าน จากทีมงานมืออาชีพ
หจก.วีอาร์ คนไทยทัวร์
บริการทุกระดับประทับใจ เรียกหา คนไทยทัวร์
ใบอนุญาตประกอบการท่องเที่ยวเลขที่ 23-0817
3/114 ถ.รัตนโกสินทร์ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร : 053-218661 , 053-412859 เเฟกซ์: 053-412130
สายด่วน : 081-3868314
Yahoo: weare@konthaitour.com
Hot mail : konthaitour@hotmail.com ( MSN )
ไทย : http://www.konthaitour.com Eng : http://www.konthaitours.com
@;@…..
March 12th, 2008 at 4:20 pm
คุณ น้ำหว้า ยังไงเด๋วแลก link กันได้นะครับ
จะ add msn ไปครับ